ADVANCESEARCH

กินเป็น เล่นสนุก หยุดโรค เพื่อเด็กไทยดูดี มีพลานามัย โตไปให้สมส่วน

24.12.2563
137
Share

Highlight

  • “โครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย” ซึ่งเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาโภชนาการเกินของเด็กวัยเรียน โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการซึ่งแบ่งออกเป็นขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ได้กำหนดแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เพื่อส่งเสริมด้านโภชนาการและกิจกรรมทางกายสำหรับเด็ก เพื่อโตไปให้สมส่วน
  • องค์การอนามัยโลก ที่แนะนำให้เด็กและเยาวชน (อายุ 5 – 17 ปี) ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงระดับหนักสะสมให้ได้อย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ หรือสะสมปริมาณรวมของพลังงานที่ใช้อย่างน้อย 200 แคลอรี่/วัน
  • โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ จัดให้มีกิจกรรมการออกกำลังกายของครูและนักเรียนวันละ 30 -60 นาที /3-5 วันต่อสัปดาห์ จัดให้มีกิจกรรมออกกำลังกายเฉพาะนักเรียนที่มีภาวะโภชนาการเกินโดยเฉพาะ มีกิจกรรม One Day Camp "BCC Fun For Health" งานฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี โครงการสัปดาห์สุขภาพ กิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ มีการให้ความรู้เรื่องออกกำลังกายผ่านสื่อสังคมออนไลน์
  • โรงเรียนวานิชวิทยา จังหวัดนครราชสีมา ได้เพิ่มกิจกรรมทางการที่หลากหลายให้กับนักเรียน เช่น กระโดดเชือก ฮูลาฮูป กระโดดเชือก เต้นแอโรบิค เทควันโด บาสเกตบอล ฯลฯ เพื่อให้นักเรียนสนใจการออกกำลังกายมากขึ้น มีการให้ความรู้กับนักเรียนเรื่องการออกกำลังกาย โดยในช่วงที่หยุดการเรียน ยังจัดโครงการไปเยี่ยมนักเรียนที่บ้านด้วย
  • โรงเรียนเจริญรัตน์ศึกษาวัฒนา จังหวัดสงขลา ก็ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังการเพื่อสุขภาพ ทุกเช้าวันจันทร์-พุธ ใช้เวลา 20 นาที โดยมีตัวแทนนักเรียน รวมทั้งครูบุคลากรภายในโรงเรียนเป็นคนนำเต้น มีการสลับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน มีกิจกรรมการให้ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี

รู้หรือไม่ว่า … เด็กไทยวัยเรียนจำนวนมากกำลังเผชิญกับภาวะน้ำหนักเกินและเสี่ยงโรคตั้งแต่อายุยังน้อย!

ข้อมูลจากรายงานของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ กรมอนามัย ปี 2559 ระบุว่า เด็กวัยเรียน (อายุ 6-14 ปี) จำนวน 13.1% มีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน เด็กที่เสี่ยงต่อโรคเบาหวานมีถึง 10% โดยมีสัญญาณเตือนจากรอยปื้นดำบริเวณคอ ถ้าเด็กยังคงเป็นโรคอ้วนต่อเนื่องไปถึงช่วงวัยรุ่น จะมีโอกาสเสี่ยงสูงถึง 3 ใน 4 ที่จะเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases, NCDs) อย่างเช่น เบาหวาน หัวใจ ความดัน หรือหลอดเลือด

โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นผลมาจากภาวะการเผาผลาญพลังงานของร่างกายผิดปกติ รวมทั้งพฤติกรรมการกินและพฤติกรรมเนือยนิ่งจากการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ยังเล็กให้มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ รับประทานอาหารที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงได้

ในปัจจุบันมีเด็กไทยประมาณ 1 ใน 4 เท่านั้นที่มีกิจกรรมทางกายอย่างเพียงพอ เด็กมีพฤติกรรมเนือยนิ่งเพิ่มสูงขึ้นถึงเฉลี่ยถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน ยิ่งเมื่อต้องเผชิญกับปัญหาการระบาดโควิด-19 และฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ทำให้เด็กยุคนี้มีกิจกรรมทางกายลดลง เพราะต้องรักษาระยะห่างและไม่สามารถออกกำลังกายกลางแจ้งได้

การเคลื่อนไหวหรือออกกำลังกายนอกจากเป็นประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว ยังส่งผลดีต่อสมองและความทรงจำด้วย ระบบสมองของเด็กที่เคลื่อนไหวร่างกายเป็นประจำสามารถตอบสนองต่อการเรียนรู้ได้ดีกว่าเด็กที่ไม่ค่อยได้เคลื่อนไหวร่างกาย ทั้งยังมีผลดีต่อผลการเรียนเชิงวิชาการและความคิดสร้างสรรค์ ในเด็กอายุ 3-8 ปี หากระบบสมองพัฒนาไม่เต็มที่เเละถูกวิธี อาจส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กในระยะยาวได้

ทางองค์การอนามัยโลกได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นซึ่งต้องมีการจัดการในหลายมิติร่วมกัน โดยเฉพาะการจัดการสภาพแวดล้อมในโรงเรียน เพื่อให้เด็กวัยเรียนมีความรู้ทั้งในหลักสูตรการเรียนการสอน และกิจกรรมนอกเวลา รวมทั้งให้มีการบริโภคอาหารและกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสม

ภายใต้เครือข่าย “โครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย” ซึ่งเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาโภชนาการเกินของเด็กวัยเรียน โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการซึ่งแบ่งออกเป็นขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก ได้กำหนดแนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เพื่อส่งเสริมด้านโภชนาการและกิจกรรมทางกายสำหรับเด็ก เพื่อโตไปให้สมส่วน โดยเริ่มต้นตั้งแต่การกำหนดนโยบายของผู้บริหาร การจัดทำแผนปฏิบัติการ ตั้งคณะทำงานแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ ทำให้ครู ผู้ปกครอง และบุคลากรเข้าใจและเห็นความสำคัญ มีการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ รวมทั้งติดตาม สรุป และประเมินผล

การดำเนินกิจกรรมของโรงเรียนในโครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย ทางด้านนโยบาย มุ่งให้นักเรียน “กินเป็น” โดยได้กำหนดมาตรการอาหาร เช่น ให้ร้านค้างดจำหน่ายอาหารประเภทขนมที่มีน้ำตาลและโซเดียมสูง รวมไปถึงเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก ของทอด ฯลฯ มีการปรับรายการอาหารกลางวันและของว่าง ให้ถูกหลักโภชนาการ ในการจัดทำเมนูอาหารใช้ระบบ Thai School Lunch (www.thaischoollunch.in.th)

ในด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ให้นักเรียน “เล่นสนุก” ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ รวมถึงการตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินภาวะโภชนาการของนักเรียน คัดแยกนักเรียนตามกลุ่มโภชนาการ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มโภชนาการเกิน กลุ่มปกติ และกลุ่มผอม ออกแบบกิจกรรมสำหรับนักเรียนแต่ละกลุ่ม ให้มีการส่งเสริมอาหาร คอร์สการออกกำลังกายที่แตกต่างกัน และนักเรียนทุกคนมีสมุดบันทึกสุขภาพประจำตัว โดยที่ทางผู้ปกครองมามีส่วนร่วมด้วย

สำหรับกิจกรรมการออกกำลังกายจะจัดให้เหมาะสมตามกลุ่ม เป็นกิจกรรมที่หลากหลาย ในช่วงเช้าก่อนเข้าเรียนหรือช่วงเย็นก่อนกลับบ้าน นักเรียนในกลุ่มผอมหรือน้ำหนักปกติ ใช้เวลาออกกำลังกายวันละ 30-60 นาที/3-5 วันต่อสัปดาห์ และนักเรียนที่อยู่ในกลุ่มโภชนาการเกิน ใช้เวลาออกกำลังกายวันละ 60 นาที/3-5 วันต่อสัปดาห์

สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ที่แนะนำให้เด็กและเยาวชน (อายุ 5 – 17 ปี) ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงระดับหนักสะสมให้ได้อย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ หรือสะสมปริมาณรวมของพลังงานที่ใช้อย่างน้อย 200 แคลอรี่/วัน (เทียบกับการเดิน 3.2 กิโลเมตร/วัน หรือเดิน 60 นาที) โดยสามารถแบ่งช่วงเวลาสะสมให้ครบ 60 นาทีต่อวันได้ ตามหลัก 10-20-30 คือ 10 นาที ก่อนเข้าเรียน อาจจะเป็นการเดินหรือปั่นจักรยานไปโรงเรียน ออกกำลังกายประกอบเพลง วิ่งไล่จับก่อนเข้าชั้นเรียน ฯลฯ แล้วอาจจะใช้เวลา 20 นาที ระหว่างวัน สำหรับวิ่งเล่น เตะฟุตบอล ปีนป่าย กระโดดหนังยาง เล่นเกมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ฯลฯ และ 30 นาที หลังเลิกเรียน กับการว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้น วิ่ง เต้นแอโรบิค วอลเลย์บอล เป็นต้น

กิจกรรมทางกายของโรงเรียนในโครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย อย่างเช่น โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ จัดให้มีกิจกรรมการออกกำลังกายของครูและนักเรียนวันละ 30 -60 นาที /3-5 วันต่อสัปดาห์ จัดให้มีกิจกรรมออกกำลังกายเฉพาะนักเรียนที่มีภาวะโภชนาการเกินโดยเฉพาะ มีกิจกรรม One Day Camp "BCC Fun For Health" งานฟุตบอลจตุรมิตรสามัคคี โครงการสัปดาห์สุขภาพ กิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ มีการให้ความรู้เรื่องออกกำลังกายผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น โดยในช่วงที่ประสบปัญหาฝุ่น PM2.5 ก็ทำให้ไม่สามารถที่จะออกกำลังกายในพื้นที่กลางแจ้งได้ อาจจะเปลี่ยนมาเป็นการหาวิธีที่ออกกำลังกายในพื้นที่แคบลง เพื่อที่ทำให้นักเรียนได้ออกกำลังกายต่อเนื่อง

สำหรับโรงเรียนขนาดกลางอย่าง โรงเรียนวานิชวิทยา จังหวัดนครราชสีมา ได้เพิ่มกิจกรรมทางการที่หลากหลายให้กับนักเรียน เช่น กระโดดเชือก ฮูลาฮูป กระโดดเชือก เต้นแอโรบิค เทควันโด บาสเกตบอล ฯลฯ เพื่อให้นักเรียนสนใจการออกกำลังกายมากขึ้น มีการให้ความรู้กับนักเรียนเรื่องการออกกำลังกาย โดยในช่วงที่หยุดการเรียน ยังจัดโครงการไปเยี่ยมนักเรียนที่บ้านด้วย

ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กอย่าง โรงเรียนเจริญรัตน์ศึกษาวัฒนา จังหวัดสงขลา ก็ได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังการเพื่อสุขภาพ ทุกเช้าวันจันทร์-พุธ ใช้เวลา 20 นาที โดยมีตัวแทนนักเรียน รวมทั้งครูบุคลากรภายในโรงเรียนเป็นคนนำเต้น มีการสลับเปลี่ยนกันไปในแต่ละวัน มีกิจกรรมการให้ความรู้เกี่ยวกับกิจกรรมการออกกำลังกายอย่างถูกวิธี นวัตกรรมการออกกำลังกายแบบ P2E เป็นนวัตกรรมที่ออกแบบเรื่องการรับประทานอาหารและการออกำลังกาย ที่ถูกต้องเหมาะสมตามวัย โดย P=Planing คือการวางแผนแนวทางในการลดความอ้วน นักเรียน ครู และผู้ปกครอง E=Exercice คือ การออกกำลังกายอย่างถูกหลักอนามัย และ E=Evalution คือ การประเมินผลเพื่อสรุปผลนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ที่หาแนวทางในการลดภาวะโภชนาการเกิน

นอกจากนี้แต่ละโรงเรียนยังได้สร้างสรรค์กิจกรรมอื่น ๆ ขึ้นมา เช่น ตลาดนัดสุขภาพ ให้นักเรียนคิดค้นเมนูสุขภาพด้วยตัวเอง กิจกรรมทำสมาธิอย่างน้อย 10 นาที ก่อนออกกำลังกาย กิจกรรมบุคคลต้นแบบ เพื่อให้เป็นผู้นำทางด้านสุขภาพและสร้างแรงบันดาลใจ เป็นต้น

ในส่วนกิจกรรมการให้ความรู้เพื่อ “หยุดโรค” แต่ละโรงเรียนทำแหล่งเรียนรู้ให้ความรู้ด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย มีสื่อประชาสัมพันธ์โครงการต่าง ๆ รวมทั้งการพัฒนาสิ่งแวดล้อม เช่น จัดให้มีมุมสุขภาพ เตรียมเครื่องชั่งน้ำหนัก ที่วัดส่วนสูงไว้ ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย เช่น การจัดให้มีเครื่องเล่นออกกำลังกายต่าง ๆ จัดอบรมให้ความรู้ เป็นต้น

เพราะเด็กเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโตทั้งด้านร่างกายและสมอง จึงต้องการสารอาหารและพลังงานเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตอย่างเพียงพอทั้งปริมาณและคุณภาพ เด็ก ๆ ควรมีความรู้ทางด้านโภชนาการรวมทั้งได้รับการส่งเสริมให้ทำกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสม โดยมีโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนสนับสนุนส่งเสริม เพื่อให้เด็กไทยทุกคน “กินเป็น เล่นสนุก หยุดโรค” โตไปให้สมส่วน ดูดี มีพลานามัย

 

 

หมายเหตุ***

เครือข่าย “โครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย” ดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาโภชนาการเกินของเด็กวัยเรียน ด้วยการส่งเสริมทักษะและสร้างความตระหนักรู้ เพื่อให้เด็กมีความรู้เท่าทันสุขภาพและโภชนาการ ทำให้เกิดการบริโภคอาหารและมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสม เติบโตไปเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพ ปัจจุบันมีโรงเรียนเอกชนทั้งในกทม. และส่วนภูมิภาค สมัครเข้าร่วมแล้ว 34 โรงเรียน โดยได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูรายละเอียดได้ที่ Website: http://www.dekthaidoodee.com/

Facebook: โครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย https://www.facebook.com/dekthaidoodee2556

Related

Most View

Recommend