ADVANCESEARCH

ขยะพลาสติกในทะเล วงจรทำลายระบบนิเวศ

31.08.2563
2,216
Share

Highlight

  • อุตสาหกรรมพลาสติกทั่วโลกยังคงขยายตัวตามความต้องการของตลาด ประมาณร้อยละ 8.6 ต่อปี มีการคาดการณ์กันว่า นับตั้งแต่วันที่พลาสติกถูกใช้ในแวดวงอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย ได้มีการผลิตพลาสติกป้อนตลาดโลกไปแล้วกว่า 9 พันล้านเมตริกตัน
  • ทุก ๆ ปี มีขยะพลาสติกประมาณ 12 ล้านตัน ถูกทิ้งสู่ท้องทะเลและมหาสมุทร ซึ่งมีเพียงร้อยละ 5 ที่พบเห็นเป็นชิ้นส่วนลอยอยู่ในทะเล ส่วนที่เหลือนั้นจมหรือล่องลอยไปตามกระแสน้ำอยู่ใต้ท้องมหาสมุทรทั่วโลก
  • พลาสติกบางชนิดที่เริ่มย่อยสลายเป็นชิ้นเล็ก ๆ เมื่อถูกแสงอาทิตย์และแตกสลายออกจะกลายเป็น “ไมโครพลาสติก” ชิ้นเล็ก ๆ ปนเปื้อนอยู่ในระบบนิเวศ และห่วงโซ่อาหารในท้องทะเล
  • นอกจากมนุษย์จะกินและหายใจไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายเป็นจำนวนมากหรืออย่างน้อย 50,000 อนุภาคต่อปีแล้ว ไมโครพลาสติกซึ่งปนเปื้อนอยู่ในสัตว์ทะเล ยังถูกดูดซึมเข้าไปในอวัยวะและเนื้อเยื่อของมนุษย์ด้วย
  • ไมโครพลาสติกนั้นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคหรือสร้างผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ในแง่ต่าง ๆ มากขึ้น

.....

ข้อมูลภูมิศาสตร์ระบุว่า พื้นผิวโลกนั้นปกคลุมด้วยพื้นน้ำมากกว่าพื้นดิน มีน้ำปกคลุมผิวโลกถึงร้อยละ 72 จึงมีเพียงร้อยละ 28 เท่านั้นที่เป็นพื้นดิน ในทุก ๆ ปี มีรายงานความเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมระบุว่า ปัญหาขยะพลาสติกในทะเลได้ขยายตัวจนกลายเป็นภัยคุกคามสิ่งแวดล้อมที่รุนแรงไม่ต่างจากปัญหาใหญ่ ๆ อย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นั่นหมายความว่า ขยะพลาสติกกำลังยึดพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกจนนานาชาติได้แสดงความวิตกในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง

รศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล และอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาขยะในทะเลกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของหลายประเทศ โดยขยะเหล่านี้ส่วนใหญ่มีแหล่งกำเนิดมาจากกิจกรรมที่เกิดขึ้นบนบก เช่น ขยะจากระบบระบายน้ำในแหล่งน้ำต่าง ๆ ขยะที่ถูกทิ้งบนชายหาดและบริเวณชายฝั่งจากกิจกรรมท่องเที่ยว ขยะที่มาจากการจัดการที่ไม่ถูกต้อง ฯลฯ แต่ขยะในทะเลที่สร้างความกังวลให้กับนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมมากที่สุดในขณะนี้ก็คือ ขยะพลาสติก

ในแต่ละปีแม้ทั่วโลกจะมีการรณรงค์ลดปริมาณการใช้พลาสติกโดยเฉพาะถุงพลาสติก แต่อุตสาหกรรมพลาสติกทั่วโลกยังคงขยายตัวตามความต้องการของตลาด ประมาณร้อยละ 8.6 ต่อปี มีการคาดการณ์กันว่า นับตั้งแต่วันที่พลาสติกถูกใช้ในแวดวงอุตสาหกรรมอย่างแพร่หลาย ได้มีการผลิตพลาสติกป้อนตลาดโลกไปแล้วกว่า 9 พันล้านเมตริกตัน

ขณะเดียวกันมีการประมาณการณ์ด้วยเช่นกันว่า ทุก ๆ ปีทั่วโลกมีผลิตภัณฑ์พลาสติกออกมาสู่ท้องตลาดมากกว่า 300 ล้านตัน และมีเพียงร้อยละ 9 ที่ถูกนำไปรีไซเคิลหรือนำกลับไปใช้ใหม่ และร้อยละ 12 ถูกนำไปเผาเพื่อกำจัดซึ่งก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ ที่เหลืออีกร้อยละ 79 ตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม

ทุก ๆ ปี มีขยะพลาสติกประมาณ 12 ล้านตัน ถูกทิ้งสู่ท้องทะเลและมหาสมุทร ซึ่งมีเพียงร้อยละ 5 ที่พบเห็นเป็นชิ้นส่วนลอยอยู่ในทะเล ส่วนที่เหลือนั้นจมหรือล่องลอยไปตามกระแสน้ำอยู่ใต้ท้องมหาสมุทรทั่วโลกและขยะพลาสติกบางชิ้นอาจจะใช้เวลาย่อยสลายนานถึง 450 ปี เนื่องจากส่วนใหญ่มีน้ำหนักเบา จึงถูกคลื่น ลม กระแสน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง พัดพาไปได้ไกล

 

รศ.ดร.สุชนา กล่าวว่า ขยะพลาสติกในท้องทะเลนั้นได้สร้างปัญหาต่อระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้ได้มีการคิดค้น “ไบโอพลาสติก” หรือ พลาสติกชีวภาพ ซึ่งผลิตจากวัตถุดิบทางการเกษตรหรือจากธรรมชาติ เช่น ข้าวโพด อ้อย มันสําปะหลัง เพื่อแก้ปัญหาขยะพลาสติก แต่ในความเป็นจริงไบโอพลาสติกส่วนมากยังไม่สามารถย่อยสลายได้โดยง่ายเหมือนกับวัสดุทางธรรมชาติ และอาจจะใช้เวลาย่อยสลายไม่ต่างจากพลาสติกทั่วไป

อย่างไรก็ตาม มีเพียงไบโอพลาสติกบางประเภทเท่านั้นที่มีระยะเวลาในการย่อยสลายสั้น และจะย่อยสลายได้ภายใต้สภาวะควบคุม เช่น ต้องมีอุณหภูมิแวดล้อมไม่ต่ำกว่า 50-60 องศาเซลเซียส และต้องใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลาย ซึ่งเงื่อนไขในการย่อยสลายดังกล่าวอาจจะอยู่ในโรงงานที่รับกำจัดไบโอพลาสติกโดยเฉพาะ แต่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในท้องทะเล

ปัญหาสำคัญอีกด้านหนึ่งของขยะพลาสติกในทะเลก็คือขยะพลาสติกบางชนิดที่เริ่มย่อยสลายเป็นชิ้นเล็ก ๆ เมื่อถูกแสงอาทิตย์และแตกสลายออกจะกลายเป็น “ไมโครพลาสติก” ชิ้นเล็ก ๆ ปนเปื้อนอยู่ในระบบนิเวศ และห่วงโซ่อาหารในท้องทะเล  ซึ่งสามารถกระจายอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้เป็นวงกว้าง

“จากที่เคยไปทำวิจัยเรื่องไมโครพลาสติกบริเวณขั้วโลกเหนือ ซึ่งไม่มีมนุษย์อยู่อาศัยเลย ได้พบเรื่องน่าประหลาดใจว่า เกาะที่อยู่เหนือสุดของโลกแทบไม่มีสิ่งชีวิตกลับมีขยะไมโครพลาสติกมากกว่าเกาะที่อยู่ต่ำลงมา นับเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่ากระแสน้ำที่เราคาดกันว่าไม่น่าจะแรงพอนั้น กลับมีแรงพอที่จะพัดพาไมโครพลาสติกไปยังจุดที่คาดไม่ถึงได้” รศ.ดร.สุชนากล่าว

นอกจากนั้น รศ.ดร.สุชนา กล่าวว่า ปัจจุบันได้มีงานวิจัยที่เข้าไปศึกษาผลกระทบจากไมโครพลาสติกในวงกว้างและพบสิ่งที่น่าเป็นห่วงมากมาย เช่นพบว่า นอกจากมนุษย์จะกินและหายใจไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายเป็นจำนวนมากหรืออย่างน้อย 50,000 อนุภาคต่อปีแล้ว ไมโครพลาสติกซึ่งปนเปื้อนอยู่ในสัตว์ทะเล ยังถูกดูดซึมเข้าไปในอวัยวะและเนื้อเยื่อของมนุษย์ด้วย

นอกจากนี้ ไมโครพลาสติสามารถกักเก็บสารเคมีที่เป็นพิษและจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตในทะเลบางชนิดด้วย ซึ่งในอนาคตอาจจะมีการศึกษาวิจัยว่าไมโครพลาสติกนั้นเชื่อมโยงกับความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคหรือสร้างผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ในแง่ต่าง ๆ มากขึ้น

ปรากฏการณ์ดังกล่าวกำลังสะท้อนว่า ปัญหาขยะในทะเลโดยเฉพาะไมโครพลาสติกกำลังสร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศอย่างยากที่จะประเมินความเสียหายได้

อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวอีกว่า ประเทศไทยซึ่งถูกขึ้นบัญชีว่าเป็นผู้ผลิตขยะสู่ทะเลในลำดับที่ 6 ของโลก จึงจำเป็นจะต้องตื่นตัวในเรื่องนี้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาขยะทะเล รวมถึงสร้างความตระหนักร่วมกันว่า ขยะทุกชิ้นที่ถูกปล่อยลงสู่ท้องทะเลจะไม่หายไปไหน เพราะใช้เวลาย่อยสลายนาน มีผลกระทบที่ซุกซ่อนอยู่มากมาย และในที่สุดจะกลับมาสร้างผลกระทบให้กับมนุษย์ทุกคนทั้งทางตรงและทางอ้อม

Related

Most View

Recommend