ADVANCESEARCH

ควันจากการปรุงอาหารแบบเก่า ก่อมลพิษกระทบต่อสุขภาพคนในบ้าน

19.03.2564
108
Share

Highlight

  • ประชากรโลก 8 ล้านคนต่อปี เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศในครัวเรือนที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงแข็งและน้ำมันก๊าดในการปรุงอาหารอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
  • ฝุ่นละอองขนาดเล็กและสารมลพิษอื่น ๆ จากควันในที่ร่ม ทำให้ทางเดินหายใจและปอดอักเสบ ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และลดความสามารถในการรับออกซิเจนของเลือด
  • หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย นี่อาจเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนปี 2573 (2030 Agenda for Sustainable Development)
  • WHO มุ่งสร้างขีดความสามารถในระดับประเทศและระดับภูมิภาคเพื่อจัดการกับมลพิษทางอากาศในครัวเรือน ผ่านการปรึกษาโดยตรงและการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับพลังงานและสุขภาพในครัวเรือน

 

ประชากรโลกประมาณ 3,000 ล้านคนยังคงปรุงอาหารโดยใช้เชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง (เช่น ไม้ เศษพืช เศษถ่าน ถ่านหิน มูลสัตว์) และน้ำมันก๊าด รวมทั้งใช้เตาที่ไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งประชากรเหล่านี้โดยส่วนใหญ่มีฐานะยากจนและอาศัยอยู่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง

การปรุงอาหารด้วยวิธีเหล่านี้ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศในครัวเรือนในระดับสูง พร้อมกับก่อมลพิษที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพหลายชนิด รวมถึงอนุภาคเขม่าขนาดเล็กซึมเข้าสู่ปอด หากอาคารหรือที่พักอาศัยมีระบบถ่ายเทอากาศที่ดีไม่เพียงพอ อนุภาคขนาดเล็กที่ถูกปล่อยออกมาจากควันจะวนเวียนอยู่ภายในนั้น และอาจสูงกว่าระดับที่ปลอดภัยถึง 100 เท่า ผู้หญิงและเด็กเล็กจะได้รับสารพิษในระดับสูง เพราะใช้เวลาอยู่ใกล้กับเตาไฟในบ้านมากที่สุด

นอกจากนี้มีประชากรโลก 3.8 ล้านคนต่อปี เสียชีวิตก่อนวัยอันควรจากความเจ็บป่วยอันเนื่องมาจากมลพิษทางอากาศในครัวเรือนที่เกิดจากการใช้เชื้อเพลิงแข็งและน้ำมันก๊าดในการปรุงอาหาร ในบรรดาผู้เสียชีวิตทั้ง 3.8 ล้านคนเหล่านี้ 27% มีสาเหตุจากโรคปอดอักเสบ 18% จากโรคหลอดเลือดสมอง 27% จากโรคหัวใจขาดเลือด 20% จากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) และ 8% จากมะเร็งปอดโดยมีรายละเอียดแต่ละโรค ดังนี้

  • โรคปอดอักเสบ

การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศในครัวเรือนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคปอดอักเสบหรือปอดบวมในวัยเด็กเกือบสองเท่า และเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคปอดอักเสบในเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปีถึง 45% มลพิษทางอากาศในครัวเรือนยังเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนล่างเฉียบพลันในผู้ใหญ่และมีส่วนทำให้ผู้ใหญ่เสียชีวิตด้วยโรคปอดอักเสบมากถึง 28%

  • โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง

1 ใน 4 หรือ 25% ของการเสียชีวิตจากโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ของผู้ใหญ่ในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง เกิดจากการสัมผัสมลพิษทางอากาศในครัวเรือน ผู้หญิงที่สัมผัสกับควันในที่ร่มระดับสูง มีแนวโน้มที่จะเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมากกว่ากลุ่มผู้หญิงที่ใช้เชื้อเพลิงและเทคโนโลยีสะอาดมากกว่าถึงสองเท่า ส่วนกลุ่มผู้ชาย (ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จากการสูบบุหรี่สูง) การสัมผัสกับมลพิษทางอากาศในครัวเรือน จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นเกือบสองเท่า

  • โรคหลอดเลือดสมอง

12% ของการเสียชีวิตทั้งหมดเนื่องจากโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากการสัมผัสมลพิษทางอากาศในครัวเรือนทุกวันที่เกิดจากการปรุงอาหารด้วยเชื้อเพลิงที่เป็นของแข็งและน้ำมันก๊าด

  • โรคหัวใจขาดเลือด

ประมาณ 11% ของการเสียชีวิตทั้งหมดเนื่องจากโรคหัวใจขาดเลือด คิดเป็นจำนวนผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรกว่า 1 ล้านคนต่อปี ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการสัมผัสมลพิษทางอากาศในครัวเรือน

  • โรคมะเร็งปอด

ประมาณ 17% ของการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดในผู้ใหญ่เป็นผลมาจากการได้รับสารก่อมะเร็งจากมลพิษทางอากาศในครัวเรือนที่เกิดจากการปรุงอาหารด้วยน้ำมันก๊าดหรือเชื้อเพลิงที่เป็นของแข็ง เช่น ไม้ ถ่าน หรือถ่านหิน ซึ่งผู้หญิงจะมีความเสี่ยงสูงกว่า เพราะมีบทบาทในการเตรียมอาหาร

สำหรับผลกระทบและความเสี่ยงด้านสุขภาพอื่น ๆ นั้น โดยทั่วไปแล้วฝุ่นละอองขนาดเล็กและมลพิษอื่น ๆ จากควันในร่ม เป็นเหตุให้ระบบทางเดินหายใจและปอดอักเสบ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง และลดความสามารถในการรับออกซิเจนของเลือด และยังมีหลักฐานความเชื่อมโยงระหว่างมลพิษทางอากาศในครัวเรือนกับน้ำหนักเด็กแรกเกิดต่ำ ตลอดจนเชื่อมโยงกับวัณโรค ต้อกระจก มะเร็งหลังโพรงจมูก และมะเร็งกล่องเสียง

หากยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายในเรื่องนี้ ภายในปี 2573 ประชากรที่ยังใช้วิธีการปรุงอาหารแบบเดิม ๆ โดยที่ไม่สามารถเข้าถึงเชื้อเพลิงและเทคโนโลยีที่สะอาดได้ จะกลายเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ปี 2573 (2030 Agenda for Sustainable Development) ซึ่งจะส่งผลกระทบดังต่อไปนี้

  • การเก็บหาเชื้อเพลิง เพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายของกล้ามเนื้อและกระดูก ทั้งยังทำให้สูญเสียเวลาในการทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ เช่น การสร้างรายได้ การไปโรงเรียน โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีความปลอดภัยต่ำ ผู้หญิงและเด็กยิ่งต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและความรุนแรงในระหว่างการเก็บหาเชื้อเพลิง
  • ผงฝุ่นเขม่าดำที่เกิดจากการเผาไหม้ และก๊าซมีเทนที่ปล่อยออกมาจากการเผาไหม้ของเตาที่ไม่มีประสิทธิภาพ เป็นสารก่อมลพิษที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
  • เชื้อเพลิงต่าง ๆ และเทคโนโลยี ที่ครัวเรือนใช้ในการปรุงอาหาร ทำความร้อน และให้แสงสว่างล้วนแต่มีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย มีรายงานเด็กได้รับสารพิษจากการบริโภคน้ำมันก๊าด เกิดแผลไฟไหม้ และการบาดเจ็บอย่างรุนแรงในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้พลังงานในครัวเรือนสำหรับการปรุงอาหาร การให้ความร้อนหรือการให้แสงสว่าง
  • การที่ประชากร 1,000 ล้านคนไม่สามารถเข้าถึงไฟฟ้าได้ (หลายคนใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดเพื่อให้แสงสว่าง) ส่งผลให้ครัวเรือนมีฝุ่นละอองขนาดละเอียดในอัตราสูง การใช้เชื้อเพลิงให้แสงสว่างที่ก่อให้เกิดมลพิษ ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสุขภาพอื่น ๆ เช่น แผลไฟไหม้ การบาดเจ็บ การได้รับสารพิษ และมีผลอื่น ๆ ต่อสุขภาพและพัฒนาการ เช่น การเรียน การทำงานฝีมือ และอาชีพค้าขายขนาดย่อม ซึ่งต้องการแสงสว่างที่เพียงพอ

ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก (WHO) ให้การสนับสนุนทางเทคนิคแก่ประเทศต่าง ๆ ในการประเมินตนเอง และผลักดันการใช้เชื้อเพลิงและเทคโนโลยีที่ส่งเสริมสุขภาพ โดย WHO กำลังสร้างขีดความสามารถในระดับประเทศและระดับภูมิภาคเพื่อจัดการกับมลพิษทางอากาศในครัวเรือน ผ่านการปรึกษาโดยตรงและการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับพลังงานและสุขภาพในครัวเรือน

นอกจากนั้น ยังส่งเสริมการพัฒนาอย่างต่อเนื่องในการจัดหาอุปกรณ์ ชุดเครื่องมือในการแก้ไขสำหรับพลังงานสะอาดในครัวเรือน หรือ Clean Household Energy Solutions Toolkit (CHEST) เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติตามแนวทางของ WHO เกี่ยวกับคุณภาพอากาศในที่ร่มและการเผาไหม้เชื้อเพลิงในครัวเรือน ซึ่ง CHEST เป็นชุดเครื่องมือและทรัพยากรข้อมูลที่ช่วยให้ประเทศต่าง ๆ สามารถระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ทำงานเกี่ยวกับพลังงานในครัวเรือน และ/หรือฝ่ายสาธารณสุขในการออกแบบ ดำเนินการ และตรวจสอบนโยบายที่เกี่ยวข้องกับพลังงานในครัวเรือน

อ้างอิง : https://www.who.int/news-room/fact-sheets/detail/household-air-pollution-and-health

Related

Most View

Recommend