ADVANCESEARCH

ความรุนแรงในครอบครัวรอวันระเบิด วิกฤตซ้ำซ้อนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นช่วงโควิด

31.08.2564
159
Share

Highlight

  • ทัศนคติ ‘ชายเป็นใหญ่’ และการล็อคดาวน์ช่วงโควิด-19 เป็นปัจจัยหนึ่งที่เกิดความรุนแรงในครอบครัวไทยมากขึ้นและส่งผลกระทบกับผู้หญิงและเด็กค่อนข้างมาก เนื่องจากผู้ชายปรับตัวอยู่กับบ้านไม่ได้ และบวกกับปัญหาเศรษฐกิจ เช่น การตกงานนำมาสู่ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น
  • ความรุนแรงในครอบครัวทำให้บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยในชีวิตของทุกคน ปัญหานี้ไม่ได้สร้างบาดแผลทางกายและจิตใจของผู้ถูกกระทำเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังชุมชนและสังคมด้วย ซึ่งแค่ครึ่งปีของปี 2563 พบสถิติการฆ่ากันเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 100%
  • การรณรงค์เรื่อง ‘บ้านไม่ใช่เวทีมวย’ เพื่อหยุดทำร้ายผู้หญิงซึ่งมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลทำร่วมกับ บริษัท เจ.วอลเตอร์ธอมสัน ประเทศไทย และ สสส. ได้รับรางวัลสื่อโฆษณาระดับโลก ภาคประชาชนเองให้ความสนใจตอบรับเรื่องนี้ค่อนข้างสูง มีคนเข้ามาดูตามสื่อต่าง ๆ มากกว่า 20 ล้านครั้ง

ขณะที่สปอตไลต์ทุกดวงสาดส่องไปที่สถานการณ์โควิด-19 ปัญหาทางสังคมอื่น ๆ อย่างเช่น ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวก็เป็นวิกฤตที่ซ้อนอยู่ในวิกฤตและมีแนวโน้มจะรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของไวรัสโคโรนา ทั้งยังเป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในบ้านเราเท่านั้น แต่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญกับการใช้ความรุนแรงต่อผู้หญิงและเด็กในช่วงโควิด-19 เช่นกัน

จะเด็จ  เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ซึ่งทำงานเพื่อส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ รวมทั้งช่วยกันป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวอย่างยั่งยืน เปิดเผยว่า ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวท่ามกลางสถานการณ์โควิด โดยเฉพาะช่วงการล็อกดาวน์หรือปิดเมืองเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่มีความรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากมีหลายปัจจัยรุมเร้า เป็นต้นว่า การล็อกดาวน์คนจะ อยู่บ้าน ไม่มีรายได้ ทำให้มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ต้องมีการปรับตัวในครอบครัว ซึ่งล้วนต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังคมที่มีทัศนคติ “ชายเป็นใหญ่” เป็นปัจจัยหนึ่งของการเกิดความรุนแรงในครอบครัวของไทยและส่งผลกระทบกับผู้หญิงและเด็กค่อนข้างมาก เมื่อล็อกดาวน์ผู้ชายต้องอยู่บ้าน จากที่ไม่เคย เพราะวิถีชีวิตของเขาต้องออกไปทำงานนอกบ้านเป็นหลัก เมื่อต้องอยู่บ้านเขาอาจจะปรับตัวไม่ค่อยได้ หรือบางคนไม่อยากอยู่บ้าน อยากไปหาเพื่อน เข้าบ่อนการพนัน ไปกินเหล้า และเกิดการติดเชื้อ

“บางทีอยู่บ้านเขาก็ทำงานบ้านไม่เป็น เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ครอบครัวเกิดความขัดแย้ง ผู้หญิงเองก็มีความเครียด บางคนตกงาน นำมาสู่ความรุนแรงเพิ่มขึ้น ในช่วงล็อกดาวน์ทางมูลนิธิฯ รับเคสเพิ่มขึ้นประมาณ 20% เมื่อก่อนเรารับเคสอาทิตย์หนึ่งไม่เยอะมาก ประมาณเคสหรือสองเคส แต่พอมาช่วงล็อกดาวน์รับเพิ่มขึ้นเป็น 10 เคสต่ออาทิตย์ กระโดดไปค่อนข้างสูง เฉลี่ยแล้วเดือนหนึ่งเพิ่มขึ้น 20% สาเหตุสำคัญมาจากวิกฤตเศรษฐกิจและสภาพที่ผู้ชายปรับตัวอยู่กับบ้านไม่ได้ มีปัญหาความขัดแย้ง แทนที่จะช่วยกันทำงานบ้านหรือว่าช่วยกันหาทางออก”

จะเด็จ อธิบายว่า การช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวในช่วงโควิด-19 เป็นด้วยความลำบาก แม้แต่การเดินทางไปแจ้งความยังแทบเป็นไปไม่ได้ ทำให้ผู้หญิงเข้าถึงการช่วยเหลือได้น้อย ขณะที่หน่วยงานภาครัฐจะมุ่งไปให้ความสำคัญกับการแก้วิกฤตโควิด ทำให้โอกาสเข้าถึงการบริการในเรื่องความรุนแรงลดลง

“ยิ่งทำให้ผู้หญิงถูกกระทำซ้ำมากขึ้น แล้วก็ต้องอดทนมากขึ้น หลายคนต้องกลับไปทนอยู่กับสามี โอกาสที่เขาถูกกระทำซ้ำความรุนแรงทางร่างกายจิตใจจะตามมา ยิ่งถ้าเกิดกลับไปแล้วมีปัญหาที่ไม่ลงตัว โอกาสที่ผู้หญิงจะถูกทำร้ายจนถึงขั้นเสียชีวิตจะมีสูงมากขึ้น ผู้หญิงหลายคนอยู่ในภาวะเครียดนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า เราเห็นหลายคนฆ่าตัวตาย มีปัญหาอื่นตามมา วิกฤตโควิดกับวิกฤตความรุนแรงจึงเป็นเหมือนเรื่องที่ซ้อนกันอยู่”

ความรุนแรงในครอบครัวที่พูดถึงไม่ใช่แค่การทารุณกรรมทางร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการละเมิดทางเพศ จิตใจ อารมณ์ ฯลฯ ความรุนแรงในครอบครัวทุกรูปแบบเป็นสิ่งผิดกฎหมายและไม่เป็นที่ยอมรับ แต่บางครั้งถูกละเลยด้วยเห็นว่าเป็น “เรื่องส่วนตัว ไม่ควรเข้าไปยุ่ง” “ครอบครัวเดียวกัน ตีกัน เดี๋ยวก็ดีกัน” ฯลฯ

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในครอบครัวทำให้บ้านไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยในชีวิตของทุกคน และปัญหานี้ไม่ได้สร้างบาดแผลทางกายและจิตใจของผู้ถูกกระทำเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นวงกว้าง ความรุนแรงในหนึ่งครอบครัวอาจจะหมายถึงผลกระทบที่มีต่อชุมชนและสังคมด้วย

ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ฉายให้เห็นภาพชัดขึ้นอีกว่า เมื่อเกิดปัญหาขึ้นผู้หญิงที่ไม่มีทางออกหรือไม่มีทางไปต้องทนอยู่กับสถานการณ์ความรุนแรงในบ้าน ซึ่งสิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือพบสถิติการฆ่ากันในครอบครัวเพิ่มขึ้นและนำมาสู่ปัญหาทางสังคมตามมา โดยเฉพาะต่อผู้หญิง ทั้งเกิดความเครียด ภาวะซึมเศร้าหนักขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งเด็กและเยาวชนหลายคนซึมเศร้าจากความรุนแรงในครอบครัว หลายคนไม่ได้เรียนหนังสือต่อ หลายคนไปก่ออาชญากรรม

“หลังสถานการณ์โควิดปัญหาสังคมจะยิ่งมีความรุนแรงมากขึ้น ตั้งแต่ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว คนไม่มีอาชีพ ไม่มีงาน มันจะเกิดวิกฤตต่าง ๆ ตามมา มีการปล้นชิงทรัพย์ ไม่มีความปลอดภัยในชีวิต สุดท้ายมันก็จะเกิดภาวะที่คนอาจจะฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้น”

ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ระบุว่า สถิติความรุนแรงในครอบครัวระหว่างเดือนตุลาคม 2563 – กรกฎาคม 2564 มีผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว 1,837 ราย โดยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงร้อยละ 81 แบ่งเป็นความสัมพันธ์สามี-ภรรยาร้อยละ 44 วัยกลางคน 36-59 ปี ร้อยละ 33 และไม่มีการดำเนินคดีสูงถึงร้อยละ 76

ปัญหาทำร้ายร่างกายพบมากที่สุดถึงร้อยละ 64 รองลงมาคือจิตใจร้อยละ 32 และเรื่องเพศร้อยละ 4 ปัจจัยกระตุ้น คือ ยาเสพติด สุรา อาการหึงหวง การบันดาลโทสะ การรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจมากกว่า ปัญหาสุขภาพทางจิต หย่าร้าง ความเครียดทางเศรษฐกิจ ฯลฯ

สถานที่เกิดเหตุมักเกิดภายในบ้านของตนเองในเวลากลางคืน โดยพื้นที่กรุงเทพมหานครมีผู้ถูกกระทำความรุนแรงมากที่สุด (1)

สำหรับมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ที่ผ่านมาได้ให้ความสำคัญกับการปรับเปลี่ยนทัศนคติให้มีมุมมองที่เข้าใจผู้ประสบปัญหาความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ เห็นคุณค่าความเป็นมนุษย์ของผู้ประสบปัญหา รวมทั้งพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิของหญิงและชายที่ประสบปัญหาความรุนแรงทางเพศที่เกิดจากอคติทางเพศ

ทั้งนี้ทางมูลนิธิฯ ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยการสนับสนุนจากองค์กรภายนอกอย่างต่อเนื่อง

“เช่น งานที่ทำกับคุณซินดี้ (สิรินยา บิชอฟ นางแบบและนักแสดง) ซึ่งเป็นอินฟลูเอนเซอร์ที่สำคัญ ทำเรื่องมายาคติเรื่องการแต่งตัว สิทธิการแต่งกายของผู้หญิง การแต่งกายอย่างเหมาะสมในช่วงวันสงกรานต์ เรื่องสงกรานต์ไม่คุกคามทางเพศ ซึ่งมันก็กลายเป็นกระแส เราทำมาต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้มีการร่วมงานกับแอปพลิเคชั่นติ๊กต๊อก แต่พอมาติดช่วงล็อกดาวน์ทำอีเวนท์ไม่ได้

“เรายังรณรงค์เรื่อง ‘บ้านไม่ใช่เวทีมวย’ เพื่อหยุดทำร้ายผู้หญิงซึ่งทำร่วมกับ บริษัท เจ.วอลเตอร์ธอมสัน ประเทศไทย และ สสส. ซึ่งได้รับรางวัลสื่อโฆษณาระดับโลก เป็นการรณรงค์ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งภาคประชาสังคมหรือภาคประชาชนเองก็ให้ความสนใจตอบรับเรื่องนี้ค่อนข้างสูง มีคนเข้ามาดูตามสื่อต่าง ๆ มากกว่า 20 ล้านครั้ง”

อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งในการแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวก็คือ “ทัศนคติของหน่วยงานรัฐ ระบบยุติธรรมเป็นปัญหาใหญ่ที่เราเจอมาตลอดและแก้ยาก การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมมันยาก เขาจะมองว่าปัญหาเรื่องความรุนแรงในครอบครัว เรื่องความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องส่วนตัว อุปสรรคมีตั้งแต่เรื่องการแจ้งความ เรื่องทัศนคติที่ว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เขาก็จะทำแบบไม่ค่อยมองว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เวลาคนที่ประสบปัญหาเข้าไปแจ้งความก็จะไม่ได้รับความช่วยเหลือเต็มที่ แล้วนำไปสู่การถูกกระทำซ้ำเหมือนเดิม”

จะเด็จระบุว่า ความหวังในการแก้ไขปัญหานี้อยู่ที่คนรุ่นใหม่ซึ่งในช่วงปีหรือสองปีที่ผ่านมาหันมาให้ความสนใจกับประเด็นความรุนแรงในครอบครัวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะความตื่นตัวในเรื่องเพศมีสูงมาก ไม่ว่าความเท่าเทียมทางเพศ หรือความเคลื่อนไหวทางด้านนี้ ซึ่งจากการทำงานของมูลนิธิในเรื่องนี้มาหลายปี เพิ่งพบว่าช่วง  2-3 ปีนี้ มีคนรุ่นใหม่เข้ามาขอข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องเพศเยอะมาก

“มีทั้งนักศึกษามหาวิทยาลัย นักเรียนที่มาขอข้อมูลไปทำรายงาน แล้วก็ไม่มีแค่คนที่เรียนทางด้านประเด็นสังคม พวกเรียนศิลปะหรือทำหนังก็มาขอข้อมูลเพื่อทำในประเด็นของเขา แสดงว่ามันยังมีความหวังที่ว่า คนรุ่นใหม่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนในอนาคต ในส่วนของกระบวนการยุติธรรมเองถ้ามีคนรุ่นใหม่มากขึ้นเขาก็คงไม่เป็นแบบนี้ หรืออาจมีตำรวจผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมรับคดีมากขึ้น สถานการณ์ก็คงค่อย ๆ เปลี่ยนไป”

ทางออกปัญหาความรุนแรงในครอบครัว จะเด็จเสนอว่า จะต้องสร้างวิธีคิดใหม่ให้เรื่องครอบครัวเป็นเรื่องของทั้งพ่อและแม่ ทั้งการเลี้ยงลูก การทำงานบ้าน ต้องมีส่วนร่วมในการทำหน้าที่ ไม่ปล่อยให้เป็นภาระของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เมื่อเกิดปัญหาความเครียดก็สามารถพูดคุยหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน นอกจากนี้ หน่วยงานภาครัฐต้องประชาสัมพันธ์ช่องทางการให้ความช่วยเหลือที่เป็นมิตร มีพื้นที่ให้ผู้ประสบปัญหาสามารถขอความช่วยเหลือได้ อีกทั้งหน่วยงานรัฐควรสร้างทางเลือกการมีอาชีพให้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิงที่กำลังตกงานให้สามารถพึ่งตนเองได้ และคนในสังคมต้องไม่นิ่งเฉยต่อปัญหาความรุนแรงในครอบครัว หรือมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัวเป็นเรื่องในครอบครัว เมื่อพบเห็นเหตุการณ์ต้องแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อระงับเหตุได้อย่างทันท่วงที (2)

“เริ่มแรกเลยก็คือ อย่ามองปัญหาความรุนแรงในครอบครัวหรือความรุนแรงทางเพศเป็นเรื่องส่วนตัว เพราะว่าปัญหาเหล่านี้มันเข้าใกล้ตัวเราทุกวัน เพราะฉะนั้นคนทั่วไปถ้าเกิดเห็นปัญหานี้คุณควรแจ้งหน่วยงานรัฐ แจ้งภาคประชาสังคม เอ็นจีโอซึ่งทำงานเรื่องนี้อย่าไปมองว่า ครอบครัวทะเลาะกัน เดี๋ยววันหนึ่งเขาก็ดีกัน แต่จริง ๆ เขาอาจจะฆ่ากันก็ได้ เพราะทนไม่ไหว

“สถิติการฆ่ากันที่มูลนิธิเก็บมันเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวเป็น 100% ปี 2563 แค่ครึ่งปี เมื่อเทียบกับปีอื่น ๆ มันเพิ่มขึ้นไปเป็นเท่าตัว ในสถานการณ์โควิดมันยังบอกอะไรหลาย ๆ อย่าง นอกจากความรุนแรงจะเพิ่มขึ้นแล้ว ปัญหาสังคมจะตามมา มันจะไปซ้อนกับหลาย ๆ เรื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องผู้หญิงและความรุนแรงในครอบครัว มันจะมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจที่คงจะไม่ฟื้นอีกหลายปีหน้า โดยเฉพาะผู้หญิงอาจจะอยู่ในภาวะที่หนักสุด ทั้งถูกใช้ความรุนแรง ไม่มีงาน ยากจนไม่มีอะไรจะกิน ครอบครัวแตก”

สิ่งสำคัญที่สุดที่จะเด็จอยากจะเห็นในเวลานี้ก็คือ การทำให้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้รับความสนใจ เพื่อทำให้รัฐมองเห็นปัญหา ให้สังคมตระหนักว่าเป็นเรื่องสำคัญ

ในวันที่สปอตไลต์ทุกดวงฉายไปที่ปัญหาโควิด “เรื่องความรุนแรงในครอบครัวนี้อาจจะหายไปจากความสนใจ ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วง เพราะว่า มันจะอยู่ใต้พรม แล้ววันหนึ่งจะระเบิดออกมา” ซึ่งนั่นอาจหมายถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัวกำลังเดินหน้าไปสู่ระยะติดเชื้อลุกลามเช่นเดียวกับการระบาดของไวรัส และในที่สุดอาจจะยากต่อการแก้ไข

------

พบเห็นสถานการณ์ความรุนแรงในครอบครัวสามารถติดต่อสายด่วนช่วยเหลือสังคม 1300 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หรือขอรับคำปรึกษาที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล หมายเลข 0-2513-2889 ในวันจันทร์–ศุกร์ เวลา 09.00 – 15.00 น. (เว้นวันหยุดราชการ)

อ้างอิง

1)  https://bit.ly/3jdOeBY

2) https://bit.ly/3ALPD8S

Related

Most View

Recommend