ADVANCESEARCH

ความเครียด! ภัยเงียบสุขภาพ บั่นทอนชีวิตคนวัยทำงาน

28.12.2565
218
Share

Highlight

  • ทั่วโลกมีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยสัปดาห์ละ​ 40-44 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 5 วัน ตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์วันละ 8 ชั่วโมง ด้านคนไทยมีชั่วโมงการทำงานสูงถึงสัปดาห์ละ 50.9 ชั่วโมง มากที่สุดในเอเชีย สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่อยู่ที่ 48 ชั่วโมง
  • สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเครียดเรื่องงาน ในทางร่างกาย ความเครียดทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจเพิ่มขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น กล้ามเนื้อตึงตัวเพิ่มขึ้น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย ระบบทางเดินอาหารแปรปรวน เช่น ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย นอนไม่หลับ
  • ความเครียดในองค์กรนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกาย จิต ปัญญา และสังคม จากข้อมูลผลกระทบจากโควิด-19 ต่อสุขภาพจิตของคนวัยทำงาน โดยรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2565 พบ 1 ใน 3 มีความเครียดสูง และ 1 ใน 4 เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

 

“เป็นเวลาหลายสัปดาห์มาแล้วที่ "ชลธี" ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ เบื่ออาหาร นอนกระสับกระส่าย และรู้สึกอ่อนล้าไปหมด ในตอนแรกเขาพยายามเพิกเฉยต่อปัญหาเหล่านี้ แต่ในที่สุดเขาก็กลายเป็นคนอารมณ์ร้าย ขี้โมโหและก้าวร้าว เมื่อคนรอบข้างยืนกรานให้เขาไปพบแพทย์ซึ่งจบลงที่แผนกจิตเวชกับคำวินิจฉัยว่า ชลธีมีภาวะเครียดระดับสูง โดยสาเหตุชี้ไปที่เรื่องงานมากกว่าอย่างอื่น…”

วันนี้ มีคนวัยทำงานจำนวนมากมีอาการเครียดจากเรื่องงาน แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะมีโอกาสเหมือนชลธี บางคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังเครียด เมื่ออาการสะสมเรื้อรังยาวนาน ความเครียดที่มากเกินไปจะเป็นอันตราย ทำให้เกิดการสูญเสียทั้งเรื่องความสัมพันธ์ สุขภาพร่างกาย และภาวะอารมณ์แปรปรวน

สำหรับแหล่งที่มาของความเครียดในการทำงานนั้นเป็นไปได้มากมาย เมื่อหันมาสำรวจแรงงานหรือคนวัยทำงานของไทย ความเครียดส่วนหนึ่งอาจมาจากพวกเขามีชั่วโมงทำงานที่ยาวนานและมีวันลาพักผ่อนน้อยเกินไป… ก็เป็นได้

ทำงานยาว พักน้อย… สถิติระดับโลก

จากผลสำรวจไลฟ์สไตล์การทำงานของลูกจ้างประจำที่เป็นคนชั้นกลางในเอเชีย 21 ประเทศ โดยบริษัท จีเอฟเค รีเทล แอนด์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า คนไทยมีชั่วโมงการทำงานสูงถึงสัปดาห์ละ 50.9 ชั่วโมง มากที่สุดในเอเชีย สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่อยู่ที่ 48 ชั่วโมง

ในขณะที่ทั่วโลกมีชั่วโมงการทำงานเฉลี่ยสัปดาห์ละ​ 40-44 ชั่วโมง หรือสัปดาห์ละ 5 วัน ตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ วันละ 8 ชั่วโมง

ด้วยมองเห็นถึงผลกระทบสำคัญของชั่วโมงการทำงาน หลายประเทศมีแนวโน้มจะลดชั่วโมงหรือวันทำงานลง โดยมีเทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้าเข้ามาแทนที่แรงงานมนุษย์ เช่น เนเธอร์แลนด์ ทำงานเพียงสัปดาห์ละ 30 ชั่วโมง ฝรั่งเศสออกกฎห้ามนายจ้างคาดหมายให้ลูกน้องตอบอีเมลนอกเวลางาน เป็นต้น

ทางฝั่งเอเชีย เกาหลีใต้เคยมีการทำงานวันละ 14 ชั่วโมงหรือสัปดาห์ละ 6 วันเป็นเรื่องปกติ ต่อมาในสมัยของประธานาธิบดีมุน แจ อิน ได้พยายามผลักดันให้ลดชั่วโมงในการทำงานลง และให้ลูกจ้างมีสิทธิในการพัก (The Right to Rest)

เช่นเดียวกับประเทศญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อในเรื่องการทำงานหนัก กลับมีชั่วโมงการทำงานที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยกลุ่มประเทศสมาชิกในองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพียงสัปดาห์ละ 32.6 ชั่วโมง รัฐบาลญี่ปุ่นกำหนดเพดานชั่วโมงการทำงานล่วงเวลา ด้วยตระหนักถึงอันตรายจากการทำงานหนักเกินไป บริษัทใหญ่หลายแห่งเริ่มให้พนักงานทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน หรือลดจำนวนชั่วโมงในการทำงานต่อวันลง

ประเทศจีนเองให้ความสำคัญกับเรื่องเวลาการพักผ่อนของลูกจ้างมากขึ้น จากรายงานของสถาบันสังคมศาสตร์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (CASS) ระบุว่า ภายในปี 2573 คนจีนจะทำงานเพียงสัปดาห์ละ 4 วัน วันละ 9 ชั่วโมง

สิ่งที่องค์กรควรทำควบคู่ไปกับการลดเวลาทำงานลงคือ ให้พนักงานฝึกฝนทักษะด้านอื่นเพิ่มเพื่อสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นในเวลาที่น้อยลง พร้อมมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานมากขึ้น (1)

สำหรับคนทำงาน หนึ่งในสิทธิที่ควรได้รับคือ วันลาสำหรับพักร้อนหรือพักผ่อน ตามกฎหมายในแต่ละประเทศจะมีการกำหนดจำนวนวันลาขั้นต่ำโดยได้รับเงินเดือน (Paid Leave) ไว้ ในมุมหนึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความสำคัญของสิทธิคนทำงาน

ในประเทศไทย กฎหมายคุ้มครองสิทธิให้คนทำงานสามารถลาพักร้อนได้ขั้นต่ำ 6 วัน สำหรับลูกจ้างที่ทำงานเกิน 1 ปี โดยสามารถยกวันลาไปสะสมในปีต่อ ๆ ไปได้ ตามแต่นโยบายของแต่ละบริษัท และไม่ขัดต่อข้อกฎหมาย

หันไปมองประเทศในแถบยุโรป อย่างเช่น ฝรั่งเศส เดนมาร์ก สวีเดน ลักเซมเบิร์ก ฯลฯ คนทำงานลา ได้ถึง 25 วัน ขณะที่ประเทศในอาเซียน เช่น กัมพูชา 18 วัน เวียดนาม 12 วัน สิงคโปร์ 7 วัน เป็นต้น (2)

ด้วยชั่วโมงทำงานยาวนานและวันหยุดพักผ่อนน้อยเป็นสาเหตุหนึ่งในความเครียดได้เช่นกัน

ยิ่ง WFH ยิ่งเครียด

ความเครียดเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งส่งผลต่อร่างกาย อารมณ์ และ ปฏิกิริยาตอบสนอง

ความเครียดเกิดได้จากการถูกคุกคามจากปัจจัยภายในหรือปัจจัยภายนอก การปรับตัวหาวิธีรับมือหรือจัดการกับการคุกคามต้องใช้พลังงาน ทำให้เหนื่อย และภาวะเบิร์นเอาต์ (Burnout) ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งของการรับมือกับความเครียด ถ้าหากเบิร์นเอาต์ต่อเนื่องอาจกลายเป็นภาวะหมดไฟหรือความเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณ ทั้งยังอาจเกิดเป็นโรคซึมเศร้าตามมาได้

การทำงานจากบ้าน Work From Home ก็ทำให้เกิดความเครียดได้ เมื่อต้องเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมมาทำงานที่บ้าน ทำให้ต้องวางแผนจัดการและปรับตัว บ้านซึ่งเป็นพื้นที่ผ่อนคลายกลายเป็นพื้นที่ทำงาน และถ้ามีความรู้สึกต่อต้านการเปลี่ยนแปลงยิ่งทำให้ปรับตัวยาก (3)

ผลวิจัยจากบริษัทด้านสุขภาพของสหรัฐอเมริกาเผยว่า การทำงานที่บ้านทำให้มีความเครียดสูงขึ้นเมื่อเทียบกับทำงานที่ออฟฟิศ เพราะความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานหายไป บ้านที่เป็นสถานที่พักผ่อน กลายเป็นสถานที่ทำงาน ซึ่งต้องพบเจอตั้งแต่ลืมตาตื่น ทำให้รู้สึกว่าไม่มีที่พักผ่อน ไม่สามารถแบ่งแยกเวลางานกับเวลาส่วนตัวได้ รู้สึกทำงานตลอดเวลา จึงเป็นที่มาของความเครียด

การทำงานที่บ้านทำให้ไม่มีโอกาสได้พบปะหรือพูดคุยกับผู้คน รวมกับความไม่พร้อมในเรื่องการติดต่อสื่อสาร การพบเจอแต่สิ่งแวดล้อมเดิม ๆ เป็นระยะเวลานาน การเพิ่มขั้นตอนทำงานทำให้กินเวลาในการทำงานมากขึ้น ฯลฯ ทั้งหมดล้วนทำให้เกิดความเครียดได้

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำเรื่องการทำงานที่บ้านว่า ไม่ควรทำงานในห้องนอนหรือบนที่นอน ควรหาเก้าอี้นั่งสบายเหมือนในออฟฟิศมาใช้ ต้องกำหนดเวลาทำงานและเวลาพักให้แน่นอน สร้างมุมทำงานให้มีบรรยากาศผ่อนคลาย หาเวลาพูดคุยเรื่องอื่น ๆ นอกเหนือจากเรื่องงานกับเพื่อนร่วมงานบ้าง เป็นต้น (4)

เกิดอะไรในความเครียด?

เมื่อพูดถึงสาเหตุหรือต้นกำเนิดความเครียดในการทำงาน โดยทั่วไปที่พบบ่อยอย่างเช่น เงินเดือนน้อย ปริมาณงานมากเกินไป โอกาสในการเติบโตหรือความก้าวหน้ามีน้อย งานที่ไม่มีส่วนร่วมหรือท้าทาย ขาดการสนับสนุนทางสังคม ควบคุมการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับงานได้ไม่เพียงพอ ความต้องการที่ขัดแย้งกันหรือความคาดหวังด้านประสิทธิภาพที่ไม่ชัดเจน เป็นต้น

สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณกำลังเครียดเรื่องงาน ในทางร่างกาย ความเครียดทำให้อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจเพิ่มขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น กล้ามเนื้อตึงตัวเพิ่มขึ้น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อ่อนเพลีย ระบบทางเดินอาหารแปรปรวน เช่น ปวดท้อง ท้องผูก ท้องเสีย นอนไม่หลับ และเกิดปัญหาเกี่ยวกับผิว ในระยะยาวอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ โรคอัลไซเมอร์ ปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน และมะเร็ง

ในทางจิตใจ ความเครียดทำให้หงุดหงิดง่าย ไม่มีสมาธิ ความจำและการตัดสินใจแย่ลง ไม่สามารถจัดการปัญหาที่รุมเร้าได้ หมดกำลังใจ มองโลกในแง่ร้าย และวิตกกังวล ในระยะยาวอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟในการทำงาน โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า และการฆ่าตัวตาย

พฤติกรรมจากความเครียด อาจแสดงออกดังนี้ มีอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดใส่คนรอบข้าง ประสิทธิภาพการทำงานลดลง ความคิดสร้างสรรค์น้อยกว่าปกติ มีปัญหากับเพื่อนร่วมงาน เกิดอุบัติเหตุระหว่างการทำงาน เมินเฉยต่อสิ่งรอบข้าง การลาหรือขาดงานบ่อย ลาออกจากงานและหลีกหนีจากสังคม

นอกจากนี้ ความเครียดยังส่งผลต่อพฤติกรรมการดูแลสุขภาพ เช่น การรับประทานอาหาร การออกกำลังกาย และการนอนหลับ ซึ่งทำให้สุขภาพโดยรวมแย่ลง (5)

ความเครียดในองค์กรนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกาย จิต ปัญญา และสังคม จากข้อมูลผลกระทบจากโควิด-19 ต่อสุขภาพจิตของคนวัยทำงาน โดยรายงานสุขภาพคนไทย ปี 2565 พบ 1 ใน 3 มีความเครียดสูง และ 1 ใน 4 เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย

ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตระบุว่า คนวัยทำงานราว 38 ล้านคนทั่วประเทศ ประมาณร้อยละ 70 อยู่ในภาคอุตสาหกรรม และที่เหลืออยู่ในภาคเกษตรกรรม คนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงเกิดความเครียดทั้งจากการทำงาน ครอบครัว เศรษฐกิจ ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญทำให้เกิดการเจ็บป่วยโรคทางกาย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และปัญหาติดสุรา ใช้สารเสพติด การใช้ความรุนแรงในครอบครัว เป็นต้น 

จากข้อมูลสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ที่ให้บริการปรึกษาปัญหาฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ในระหว่างปี 2558-2560 พบว่าผู้ใช้บริการมากที่สุดคือกลุ่มวัยทำงาน อายุ 22-59 ปี จำนวน 105,967 ครั้ง คิดเป็นร้อยละ 62 ของผู้ใช้บริการทั้งหมด 169,728 ครั้ง โดยอันดับ 1 ร้อยละ 36 คือ เป็นการปรึกษาเรื่องการกินยารักษาอาการป่วยทางจิตใจ อันดับ 2 ร้อยละ 28 คือความเครียดหรือวิตกกังวล เช่น กังวลเกี่ยวกับอนาคต เรื่องคนอื่น เรื่องทั่ว ๆ ไป อันดับ 3 ร้อยละ 10 เรื่องปัญหาสารเสพติด

ข้อมูลสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ในเดือนมกราคม 2565 พบว่า วัยแรงงานยื่นลาออกกว่า 7.7 หมื่นคน เพราะหมดไฟในการทำงาน มีวัยแรงงานขอรับบริการเรื่องความเครียด วิตกกังวล ไม่มีความสุขในการทำงาน 392 รายจากทั้งหมด 5,978 สาย

เดือนมกราคม 2565 กองบริหารข้อมูลตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน พบว่า มีผู้ขึ้นทะเบียนว่างงาน 88,119 คน สาเหตุเกิดจากการลาออกด้วยตัวเองจากภาวะหมดไฟ ไม่มีความสุขในการทำงานถึง 77,143 คน หรือร้อยละ 87.54 (6)

จัดการความเครียดให้อยู่หมัด

เพื่อจัดการกับความเครียด กรมสุขภาพจิต แนะนำวิธีสร้างสุขง่าย ๆ รายวันในการทำงาน คือ

  1. ทบทวนถึงสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ชื่นชมข้อดีของตนเองและผู้อื่น พร้อมเริ่มต้นวันใหม่ด้วยความสุข
  2. มีอารมณ์ขันและส่งยิ้มให้กันอยู่เสมอ
  3. กล่าวคำขอบคุณให้เป็นนิสัย และขอโทษเมื่อทำผิด
  4. ตั้งเป้าหมายถึงสิ่งที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข และลงมือทำให้สำเร็จ
  5. หยุดคิดเล็กคิดน้อย ยอมรับข้อบกพร่องของผู้อื่น
  6. จัดสรรเวลาให้สมดุลตามหลัก 8-8-8 คือทำงาน 8 ชั่วโมง เวลาที่เหลืออีก 2 ส่วนคือการนอนหลับและให้เวลากับครอบครัว
  7. ใส่ใจสุขภาพ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3-5 วัน ช่วยคลายความเครียด นอนหลับดีขึ้น หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุราและสารเสพติด
  8. ออฟไลน์ออกจากโลกโซเชียล แล้วหันมาพูดคุย ทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับคนใกล้ชิดและคนรอบข้าง
  9. ทำงานอดิเรกที่ชอบหรือทดลองทำอะไรใหม่ ๆ
  10. ยึดหลักความพอเพียงในการดำเนินชีวิต พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี

ผลวิจัยยืนยันว่าคนทำงานที่มีความสุขจะเพิ่มผลผลิตมากกว่าคนทำงานที่ไม่มีความสุขถึงร้อยละ 20 (7)

ขณะที่สมาคมจิตวิทยาอเมริกันแนะนำการจัดการกับความเครียดในที่ทำงานว่า

- ติดตามความเครียดของคุณ : จดบันทึกเป็นเวลา 1-2 สัปดาห์ เพื่อระบุว่าสถานการณ์ใดสร้างความเครียดมากที่สุดและคุณจะตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นอย่างไร เพื่อค้นหารูปแบบของความเครียดและปฏิกิริยาของคุณต่อสิ่งเหล่านั้น

- พัฒนาการตอบสนองที่ดีต่อสุขภาพ : เมื่อรู้ว่าตัวเองเครียด พยายามเลือกวิธีการต่อสู้กับความเครียดที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การออกกำลังกาย ทำงานอดิเรกหรือกิจกรรมโปรด นอนหลับอย่างมีคุณภาพและเพียงพอ

- กำหนดขอบเขต : ลดเลิกการทำงานแบบตลอด 24 ชั่วโมง กำหนดขอบเขตชีวิตการทำงานให้กับตัวเอง เช่น ตั้งกฎไม่ให้เช็คอีเมลจากบ้านในตอนเย็น หรือไม่รับโทรศัพท์ระหว่างรับประทานอาหารเย็น เหล่านี้ช่วยลดความขัดแย้งระหว่างชีวิตการทำงานและความเครียดที่อาจเกิดขึ้นได้

- ใช้เวลาในการชาร์จพลัง : มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่คุณจะต้องยกเลิกการเชื่อมต่อเป็นครั้งคราวด้วยวิธีที่เหมาะกับความต้องการและความชอบ หาเวลาว่างเพื่อพักผ่อนและผ่อนคลาย เพื่อให้คุณกลับมาทำงานอย่างรู้สึกกระปรี้กระเปร่า และพร้อมที่จะทำงานให้ดีที่สุด

- เรียนรู้วิธีการผ่อนคลาย : เทคนิคต่าง ๆ เช่น การทำสมาธิ การฝึกหายใจลึก ๆ และการเจริญสติ ช่วยละลายความเครียดได้

-พูดคุยกับผู้บังคับบัญชาของคุณ : สุขภาพของพนักงานเชื่อมโยงกับประสิทธิภาพการทำงาน ดังนั้นเจ้านายของคุณจึงมีแรงจูงใจในการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน

- รับการสนับสนุนบางอย่าง : ยอมรับความช่วยเหลือจากเพื่อนหรือครอบครัว นายจ้างอาจมีแหล่งข้อมูลในการจัดการความเครียดผ่านโปรแกรมช่วยเหลือพนักงาน ให้คำปรึกษาหรือส่งต่อไปยังผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต หากจำเป็น (8)

MIO : สร้างสุขในองค์กรด้วยสติ

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของปัญหาความเครียดในวัยทำงาน สสส. ร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข จัดทำโครงการ “สร้างสุขและจิตสำนึกด้วยโปรแกรมสติในองค์กร” พัฒนาโปรแกรมสร้างสุขด้วยสติในองค์กร (Mindfulness in Organization : MIO)

โปรแกรมนี้มุ่งส่งเสริมให้มีความสุขในการทำงาน มีสุขภาพจิตที่ดี รวมถึงเน้นการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติ ที่จะส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพดีขึ้น มีสัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมงานดีขึ้น มีความสุขในการทำงานมากขึ้น และเกิดความสงบด้วยการรับฟังและสื่อสารอย่างมีสติ เกิดความคิดสร้างสรรค์สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทั้งในระดับตนเอง ทีม องค์กร และสังคมได้ เนื่องจากกลุ่มแรงงานเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศให้อยู่รอดจึงต้องได้รับการดูแลสุขภาวะทุกมิติอย่างจริงจัง

การมีสติและสมาธิ คือ การฝึกสภาวะจิตที่สูง เป็นเครื่องมือในลักษณะ Meta Skill นำไปสู่คุณลักษณะที่ดี เช่น เห็นใจผู้อื่น มีความรับผิดชอบ มีความคิดบวก ฯลฯ

สอดคล้องกับแนวคิด Happy Workplace ของ สสส. เรื่อง Happy Soul ซึ่งเป็นความสุขด้านจิตใจ มีคุณธรรม และศีลธรรมในการดำเนินชีวิต ส่งผลให้มีการใช้ชีวิตอย่างมีสติ ช่วยลดความเครียด ความวิตกกังวล เพิ่มความสุขในการทำงาน นำไปสู่สังคมที่ร่วมสร้างองค์กรแห่งความสุข

โปรแกรมอบรม MIO เป็นหลักสูตรสำหรับผู้บริหาร หลักสูตรสำหรับวิทยากร และหลักสูตรสำหรับบุคคลทั่วไป ผู้สนใจสามารถเรียนรู้หลักสูตรสร้างสุขด้วยสติในองค์กร ซึ่งแบ่งการเรียนรู้ออกได้ ดังนี้

สติกับการเรียนรู้พัฒนาตน : ประกอบด้วย กรอบแนวคิดและบุคคลในดวงใจ การฝึกสมาธิ และการฝึกสติ

สติในทีมสัมพันธภาพ : การทำงานร่วมกัน ประกอบด้วย สติสื่อสาร สติสื่อสารระหว่างบุคคล และสติคิดบวก

สติกับการพัฒนาองค์กร : ประกอบด้วย การประชุมด้วยสติสนทนาแบบกัลยาณมิตร และการประชุมด้วยสติสนทนาแบบอภิปรายอย่างสร้างสรรค์

ลงทะเบียนเพื่อเรียนในรูปแบบ e-Learning ได้ที่ www.thaimio.com/elearning/ (9)

ด้วยการเรียนรู้วิธีจัดการกับความเครียดทำให้คนวัยทำงานสามารถดูแลสุขภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดีขึ้น อาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายและคาดหวังผลทันทีไม่ได้ แต่การรู้ว่าตัวว่าเครียดเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี รวมกับเทคนิคและทัศนคติที่ดี จะทำให้ความเครียดจากการทำงานค่อย ๆ คลี่คลายและเป็นไปในทางที่ดีขึ้น

 

อ้างอิง

(1) https://www.bltbangkok.com/news/4550/

(2) https://brandinside.asia/minimum-paid-leave-thailand-vs-world/

(3) https://tu.ac.th/thammasat-270764-arts-expert-talk-work-from-home-burnout

(4) https://www.innnews.co.th/lifestyle/news_34666/

(5) https://www.pobpad.com/เครียดเรื่องงาน-รับมืออ

(6)(9) https://www.bangkokbiznews.com/social/1001962

(7) https://th.rajanukul.go.th/ข่าวประชาสัมพันธ์/กรมสุขภาพจิตเผยวัยทำงานเสี่ยงเกิดเครียดไ

(8) https://www.apa.org/topics/healthy-workplaces/work-stress

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Related

Most View

Recommend