ADVANCESEARCH

งดบริโภคเค็มลดโรคไต ถึงเวลาขึ้นภาษีโซเดียมในอนาคต

27.12.2564
101
Share

Highlight

  • องค์การอนามัยโลกกำหนดให้ประชากรบริโภคเกลือไม่เกิน 5 กรัมต่อคนต่อวัน หรือโซเดียมไม่เกิน 2,000 มก. ฟินแลนด์เป็นประเทศแรกที่เริ่มลดการบริโภคเกลือ มีการแสดงคำเตือนบนฉลากผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมสูง โดยคนฟินแลนด์ลดการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยต่อวันจาก 5,600 มก. ต่อคนในปี 2513 เหลือ 3,200 มก. ในปี 2545
  • ประเทศไทยตั้งเป้าลดการบริโภคเกลือลง 1 กรัมในปี 2559, ลดลง 2 กรัมในปี 2561 และลดลง 3 กรัมในปี 2565 ตามลำดับ และภายในปี 2568 ตั้งเป้าไม่ให้เกิน 7 กรัมต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 2,000 มก. ต่อวัน
  • นอกจากเกลือที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคร้าย น้ำตาลก็เป็นตัวการสำคัญด้วย โดยเฉพาะโรคเบาหวาน และโรคอ้วน ไทยจึงได้ประกาศขึ้นภาษีน้ำตาลเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 และน่าจะเป็นแนวทางในการเพิ่มภาษีเกลือด้วย รัฐบาลไทยจึงตั้งเป้าจะขึ้นภาษีเกลือในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เป้าหมายหลักคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

สาเหตุการเสียชีวิตของคนส่วนใหญ่ทั่วโลกมาจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจเรื้อรัง และโรคเบาหวาน ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำปี 2561 ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 41 ล้านคนต่อปีจากโรคไม่ติดต่อ หรือคิดเป็น 71% ของการเสียชีวิตทั่วโลก และมันยังเป็นสาเหตุการตายของคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยถึง 60% โดยเฉพาะความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ และโรคไต

การเสียชีวิตจำนวนมากเหล่านี้เกิดจากการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ออกกำลังกาย สูบบุหรี่ หรือดื่มสุรา ซึ่งเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขที่องค์การอนามัยโลก และรัฐบาลไทยกำลังดำเนินการแก้ไข และป้องกัน โดยเฉพาะโรคไต

การวิจัยโดยมูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทยพบว่า ในจำนวนผู้ป่วยโรคไต 7 ล้านคนที่พบในระยะเริ่มแรก ส่วนใหญ่รักษาได้ด้วยการให้ยารักษา และแนะนำการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินเพื่อลดการบริโภคเกลือ เป็นการป้องกันโรคไตไม่ให้มีความรุนแรงมากขึ้น

แต่มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นโรคไตโดยไม่รู้ตัว ในกลุ่มผู้ใหญ่พบมากถึง 17% ที่เป็นโรคไตระยะเริ่มต้นแต่ไม่รู้ หรือไม่พบอาการของโรค หากผู้ป่วยในกรณีดังกล่าวไม่ไปพบแพทย์ หรือเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ อาการจะแย่ลงจนไตวาย

สาเหตุที่หลายคนไม่รู้ตัว เพราะเนื่องจากคนเรามีสองไต แต่ละข้างทำงาน 50% รวมเป็น 100% ถ้าไตข้างหนึ่งมีปัญหาแล้วสูญเสียการทำงานไป 50% ผู้ป่วยก็จะยังไม่แสดงอาการ แต่หากปัญหายังคงไม่ลดลงจนกระทั่งปล่อยให้สูญเสียการทำงาน 70% ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการไตวายซึ่งเริ่มรุนแรงถึงขนาดต้องฟอกไตกันแล้ว

องค์การอนามัยโลกจึงรีบรณรงค์สร้างความตระหนักให้สาธารณชนทราบถึงอันตรายของการบริโภคอาหารโซเดียมสูงที่เป็นสาเหตุของโรคต่าง ๆ โดยขอความร่วมมือประเทศสมาชิกส่งเสริมให้ประชากรบริโภคเกลือไม่เกิน 5 กรัมต่อคนต่อวัน หรือโซเดียมไม่เกิน 2,000 มิลลิกรัม (มก.) 

ฟินแลนด์เป็นประเทศแรกที่เริ่มลดการบริโภคเกลือในปี 2521 โดยมีการออกกฎระเบียบที่กำหนดให้แสดงคำเตือนบนฉลากของผลิตภัณฑ์ที่มีปริมาณโซเดียมสูง ร่วมกับการสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านสื่อต่าง ๆ เกี่ยวกับอันตรายของการบริโภคโซเดียมสูง และส่งเสริมการใช้เกลือโซเดียมต่ำในการปรุงอาหาร นโยบายนี้ประสบความสำเร็จ ประชากรฟินแลนด์ลดการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยต่อวันจาก 5,600 มก. ต่อคนในปี 2513 เหลือ 3,200 มก. ในปี 2545

สหราชอาณาจักรได้ใช้กลยุทธ์ในการติดฉลากโภชนาการที่เข้าใจง่ายไว้กับผลิตภัณฑ์อาหาร โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตในอุตสาหกรรมอาหาร และดำเนินการโดยสำนักงานมาตรฐานอาหาร ซึ่งจัดตั้งโครงการ “ฉันทามติการลงมือจัดการเกลือเพื่อสุขภาพ” หรือ Consensus Action on Salt and Health (CASH) ผลคือประชากรสหราชอาณาจักรลดการบริโภคโซเดียมเฉลี่ยต่อวันจาก 3,800 มก. ต่อคนในปี 2547 เหลือ 3,400 มก. ในปี 2551

ส่วนประเทศอื่น ๆ เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น มาเลเซีย สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ก็มีการรณรงค์เพื่อลดการบริโภคเกลือในประชากรเช่นกัน ซึ่งมีทั้งความสำเร็จ และล้มเหลวแตกต่างกันไป อย่างรัฐบาลสหรัฐอเมริกาสนับสนุนการรณรงค์เพื่อลดโซเดียมมาเป็นเวลานานตั้งแต่ปี 2523 แต่ชาวอเมริกันก็ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเกลือได้

ในการประชุมของคณะกรรมการมาตรฐานด้านโภชนาการ และอาหารสำหรับการใช้อาหารพิเศษ (CCNFSDU) ครั้งที่ 31 ในเยอรมนี เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2552 คณะกรรมการเห็นพ้องกันว่า โซเดียมควรเป็นสารอาหารชนิดแรกที่ถูกจำกัดการบริโภคตามมาตรฐานปริมาณสารอาหารอ้างอิง คือ 2,000 มก. ต่อวัน ตามคำแนะนำของ WHO ทั้งนี้ ปริมาณสารอาหารอ้างอิง (Nutrient Reference Values) หมายถึง เป็นชุดคำแนะนำสำหรับการรับประทานอาหารตามความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

ในส่วนของประเทศไทย หน่วยงานภาครัฐของไทยได้ตกลงที่จะร่วมมือในการแก้ไขปัญหาระดับโลกนี้ นอกจากการรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงความสำคัญของส่วนผสมในอาหารที่ประชาชนบริโภคแล้ว ยังมีความพยายามในการระดมภาคเอกชนให้หันมาสนใจเรื่องนี้เช่นกัน เพื่อที่ผู้บริโภคจะได้รับประทานอาหารประจำวันที่มีโซเดียมน้อยลง

นอกจากนี้ยังมีการประชาสัมพันธ์ผ่านวิทยุ โทรทัศน์ ป้ายโฆษณา และโฆษณาออนไลน์มากขึ้นเกี่ยวกับประโยชน์ของการจำกัดการบริโภคโซเดียม รัฐบาลยังสนับสนุนให้บุคลากรสาธารณสุขทุกระดับแนะนำให้ประชาชนลดการบริโภคโซเดียมลง และในเดือนตุลาคม 2561 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้เปลี่ยนปริมาณโซเดียมที่คนไทยแนะนำต่อวัน (Thai RDI) จาก 2,400 มก. เป็น 2,000 มก. ตามคำแนะนำของ WHO และ CCNFSDU

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ยังได้เปิดตัว “SALTS” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ในการลดการบริโภคเกลือ และโซเดียมในประเทศไทย (ระหว่างปี 2559-2568) ในเดือนตุลาคม 2559 โดยแนวทางนี้สามารถอธิบายหลักการได้ตามตัวอักษรย่อของโครงการ “SALTS” คือ

S: หมายถึง Stakeholder network คือการก่อตั้ง พัฒนา และขยายความร่วมมือเครือข่ายผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

A: หมายถึง Awareness เพิ่มความตระหนัก เพิ่มความรู้ และทักษะในหมู่ประชาชน ชุมชน ผู้ผลิต/ผู้ประกอบการ บุคลากรมืออาชีพที่เกี่ยวข้อง และผู้กำหนดนโยบาย

L: หมายถึง Legislation and environmental reform นั่นคือกฎหมาย และการปฏิรูปสิ่งแวดล้อม มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการผลิต และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ในปัจจุบันจนกว่าผลิตภัณฑ์ทางเลือกที่มีโซเดียมต่ำจะเพิ่มขึ้นในตลาด และประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารที่มีปริมาณโซเดียมต่ำได้

T: หมายถึง Technology and innovation คือ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้วยการวิจัย และการพัฒนาองค์ความรู้นำไปสู่การปฏิบัติจริง

S: หมายถึง Surveillance, monitoring, and evaluation คือการเฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินผล การพัฒนาระบบเฝ้าระวัง ติดตาม และประเมินผล โดยเน้นที่กระบวนการทั้งหมด และผลลัพธ์

ในเดือนเมษายน 2559 สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ออกระเบียบเกี่ยวกับการติดฉลากโภชนาการที่จำเป็น และปริมาณรายวัน (GDA) รวมถึงการติดฉลาก GDA สำหรับผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ บิสกิต ช็อคโกแลต คุกกี้ ป๊อปคอร์น อาหารกึ่งแปรรูป ขนมขบเคี้ยว และเวเฟอร์ (เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ข้าวต้ม และโจ๊ก) ฉลากที่ได้มาตรฐานคือฉลากโภชนาการที่อ่านง่ายซึ่งแสดง GDA ของส่วนผสม ประกอบด้วยข้อมูลเกี่ยวกับพลังงาน โซเดียม น้ำตาล และไขมันของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด และคำแนะนำการให้บริการสำหรับการบริโภคประจำวัน

นอกจากนี้ ในปี 2559 อย. ได้จัดทำโลโก้ “ทางเลือกเพื่อสุขภาพ” โดยทำเป็นภาพประกอบเพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็วขึ้นก่อนตัดสินใจเลือกโภชนาการที่สมดุลมากขึ้น ผู้ผลิต และผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ที่ต้องการติดโลโก้บนผลิตภัณฑ์ต้องขออนุญาตจากมูลนิธิส่งเสริมโภชนาการฯ สังกัดสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งประเมินคุณค่าทางโภชนาการอย่างรอบคอบเพื่อพิจารณาว่าจะอนุญาตหรือไม่

ยังมีแคมเปญ Less Salt Network โดยได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทยโดยตั้งเป้าหมายในการลดการบริโภคเกลือลง 1 กรัมในปี 2559, ลดลง 2 กรัมในปี 2561 และลดลง 3 กรัมในปี 2565 ตามลำดับ และภายในปี 2568 ตั้งเป้าจะให้ประชาชนบริโภคเกลือไม่เกิน 7 กรัมต่อคนต่อวัน หรือไม่เกิน 2,000 มก. ต่อวัน

Less Salt Network และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ใช้ความพยายามอย่างมากในการชักชวนบริษัทอาหารในประเทศไทยให้ลดการใช้เกลือ และสารเติมแต่งโซเดียมในอาหาร มีบริษัทอาหารหลายแห่งตกลงที่จะปรับปรุงผลิตภัณฑ์ของตน อย่างไรก็ตาม หลายบริษัทยังไม่ได้เข้าร่วม และปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ ดังนั้นเป้าหมายการลดโซเดียมโดยสมัครใจของรัฐบาลซึ่งคาดว่าจะดำเนินการโดยอุตสาหกรรมอาหารยังไม่บรรลุผล รัฐบาลจะยังคงสำรวจกลยุทธ์อื่น ๆ ในการลดเกลือในประเทศไทยต่อไป

แต่เกลือไม่ใช่สาเหตุเดียวที่ทำให้เกิดโรคร้าย น้ำตาลก็เป็นตัวการสำคัญด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นตัวการทำให้ป่วยโรคเบาหวาน และโรคอ้วน เพื่อต่อสู้กับเรื่องนี้ ประเทศไทยได้ประกาศขึ้นภาษีน้ำตาลเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2562 เพื่อเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการลดการบริโภคน้ำตาลในหมู่ประชาชน การขึ้นภาษีน้ำตาลทำให้เกิดความคิดว่าน่าจะเป็นแนวทางในการเพิ่มภาษีเกลือด้วยจุดประสงค์ที่คล้ายคลึงกันในอนาคต

มีตัวอย่างในต่างประเทศคือ การศึกษาผลกระทบของภาษีเกลือในฮังการีแสดงให้เห็นว่า มาตรการดังกล่าวสามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการกินของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตามข้อมูลของ WHO ในฮังการี การเก็บภาษีอาหารบางชนิดที่มีปริมาณเกลือสูงมาก ทำให้ผู้คนหันมารับประทานอาหารรสเค็มน้อย ๆ ที่ไม่ต้องเสียภาษีเกลือ

รัฐบาลไทยจึงตั้งเป้าที่จะขึ้นภาษีเกลือในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ผลิตภัณฑ์เป้าหมายหลักคือ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ส่วนผลิตภัณฑ์อื่น ๆ จะถูกเก็บภาษีเกลือต่อไปในอนาคต อย่างไรก็ตาม ภาษีดังกล่าวเป็นเพียงหนึ่งในเครื่องมือแก้ปัญหาเท่านั้น หน่วยงานของรัฐ และเอกชนอื่น ๆ ยังคงต้องค้นหาวิธีการอื่น ๆ เพื่อโน้มน้าวผู้บริโภคให้รับประทานอาหารทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพ และสนับสนุนพฤติกรรมการบริโภคที่ยั่งยืน

 

อ้างอิง: Regulation and Planned Taxation of Sodium in Thailand (Siradapat Ratanakorn)

 

Related

Most View

Recommend