ADVANCESEARCH

งานวิจัยพบคนสูงวัยแชร์ข่าวปลอมสูงกว่าวัยรุ่น 7 เท่า

20.12.2562
2,563
Share

      การศึกษานี้ได้เก็บข้อมูลทางออนไลน์ของบุคคล จำนวน 3,500 คน เพื่อสำรวจพฤติกรรมการใช้เฟซบุ๊กทั้งช่วงก่อนและหลังการเลือกตั้งปี 2559 ของสหรัฐอเมริกา ผลที่ออกมาพบว่าผู้ใช้ที่เข้าร่วมการสำรวจ จำนวน 8.5% แชร์ข่าวปลอมอย่างน้อย 1 ลิงก์จากเว็บไซต์ข่าวปลอม กลุ่มผู้ใช้งานที่เป็นพวกอนุรักษ์นิยมมีแนวโน้มจะแชร์ข่าวปลอมมากกว่ากลุ่มผู้ใช้ที่เป็นเสรีนิยม ขณะที่คนสนับสนุนพรรครีพับลิกันแชร์ลิงก์ข่าวปลอมมากถึง 18% เทียบกับพรรคเดโมแครตที่แชร์ข่าวปลอมไม่ถึง 4%

ขณะเดียวกัน ยังพบสถิติที่น่าตกใจ เช่น 11% ของผู้ใช้อายุ 65 ปีขึ้นไป แชร์ข่าวลวงที่บิดเบือนความจริง ในขณะที่ผู้ใช้อายุ 18 – 29 ปี มีเพียง 3% เท่านั้นที่แชร์ข่าวลวง ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่อายุ 65 ปีขึ้นไป แชร์บทความข่าวปลอมมากกว่ากลุ่มคนวัย 45-65 ปี ไม่ต่ำกว่า 2 เท่า และมากกว่ากลุ่มวัย 18-29 ปี ถึง 7 เท่า

นอกจากนี้ ทีมวิจัยยังพบว่าผู้ใช้เฟซบุ๊กกลุ่มผู้สูงวัยมีแนวโน้มจะแชร์ข่าวปลอมมากขึ้น หากข่าวปลอมนั้นถูกแชร์มาจากเพื่อนที่น่าเชื่อถืออีกทีหนึ่ง โดยมีคนจำนวนมากที่สับสนระหว่างข่าวจริงกับข่าวปลอม เนื่องจากปัจจุบันรูปแบบของเว็บคลิกเบตที่พบเห็นได้ตามหน้านิวส์ฟีดส์ มักจะมีลักษณะไม่ต่างกับโพสต์ข่าวทั่วไปจากสำนักข่าวดังๆ เช่น ชื่อเว็บ สี โลโก้ ถ้าไม่สังเกตให้ดีหรือมองผ่านๆ ก็อาจจะแยกไม่ออก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ข่าวปลอมแพร่ไปใน Facebook ได้รวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม การศึกษาชิ้นนี้ไม่ได้สรุปแน่ชัดว่าเพราะเหตุใดผู้ใช้อายุมากถึงมีแนวโน้มที่จะแชร์ข่าวปลอมมากกว่าคนกลุ่มอื่น แต่ได้ตั้งสมมติฐานเอาไว้ 2 ประการ ดังนี้

ประการแรก คือ ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่มีอายุเกิน 65 ปี เข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตช้ากว่าคนรุ่นอื่นๆ พวกเขาจึงขาดความเท่าทันโลกดิจิทัล ประการต่อมา คือ กระบวนการรับรู้ของคนเราอาจจะเสื่อมลงตามอายุ ผู้สูงอายุจึงมักจะเชื่อข่าวปลอมได้ง่ายกว่า ไม่สามารถแยกแยะข้อเท็จจริงของข้อมูลบนโลกดิจิทัลว่าน่าเชื่อถือมากน้อยขนาดไหน โดยทีมนักวิจัยหวังว่าจะได้ทดสอบข้อสันนิษฐานทั้งสองข้อต่อไปในอนาคต

การขาดความรู้เท่าทันในโลกดิจิทัลกำลังถูกมองว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คนแชร์ข่าวปลอม โดยในปี 2561 วอทแอป แอปพลิเคชั่นด้านการสื่อสารชื่อดังได้เริ่มพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมความรู้เท่าทันโลกดิจิทัลในอินเดีย เนื่องจากอินเดียเป็นประเทศที่ผู้ใช้กว่า 200 ล้านคนถือเป็นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายใหม่ ขณะเดียวกัน อินเดียยังพบปัญหาการฆาตกรรมอันเป็นผลจากข้อความไวรัลที่ถูกฟอร์เวิร์ดต่อๆ กันในวอทแอปด้วย


ในเวลาไล่เลี่ยกันหน่วยงานเอฟบีไอของสหรัฐฯ ก็ได้จัดทำเว็บไซต์เพื่อเตือนผู้สูงอายุชาวอเมริกันเกี่ยวกับข่าวปลอมในโซเชียลมีเดีย เพื่อป้องกันไม่ให้คนกลุ่มนี้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมจนนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ

ด้านเจ้าของแพลตฟอร์มในงานวิจัยอย่างเฟซบุ๊กเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ล่าสุดได้พัฒนาโปรแกรมการตรวจสอบข้อมูลเท็จ โดยผู้ตรวจสอบที่เป็นองค์กรภายนอก (Third Party) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสบนแพลตฟอร์ม ลดการเผยแพร่ข้อมูลเท็จและพัฒนาคุณภาพของข่าวสารที่ผู้คนอ่านบนโลกออนไลน์และสร้างมาตรฐานชุมชน โดยร่วมมือกับสำนักข่าวระดับโลกอย่างเอเอฟพี ที่ผ่านการรับรองโดยเครือข่ายการตรวจสอบข้อเท็จจริงระดับนานาชาติ (International Fact Checking Network : IFCN)

ภายใต้ความร่วมมือนี้ เอเอฟพีจะทำหน้าที่ตรวจสอบและประเมินความถูกต้องของเนื้อหาบนเฟซบุ๊ก รวมถึงรูปภาพและวิดีโอ ซึ่งหากพบว่าเนื้อหาที่ปรากฏบนแพลตฟอร์มเป็นข้อมูลเท็จจะมีการแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้งานว่าเป็นเนื้อหาของข่าวที่ไม่ถูกต้อง ให้ใช้วิจารณญาณก่อนที่จะกดแชร์ข่าวนั้น เพื่อช่วยลดโอกาสในการที่ข่าวเท็จจะถูกเผยแพร่ออกไปยังผู้ใช้จำนวนมาก สุดท้ายจะมีการดำเนินการกับเพจและเว็บไซต์ที่มีการแชร์หรือเผยแพร่ข่าวปลอมซ้ำๆ รวมถึงห้ามไม่ให้ใช้ฟีเจอร์สำหรับสร้างรายได้หรือการลงโฆษณา

ปัจจุบันเอเอฟพีได้ร่วมมือกับเฟซบุ๊กเพื่อตรวจสอบข้อมูลหรือเนื้อหาที่เป็นเท็จใน 20 ประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย

สำหรับในระยะต่อไป เฟซบุ๊กมีแผนจะจัดเวิร์กช็อปด้านการตระหนักรู้และการใช้สื่อออนไลน์ เพื่อสร้างแนวปฏิบัติที่ดีและขยายความร่วมมือกับองค์กรสื่อในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งเฟซบุ๊กจะมีการจัดอันดับ รวมถึงมีการให้คะแนนฟีดข่าวด้วย

ที่มา Science Advances และ The Verge

Related

Most View

Recommend