ADVANCESEARCH

บุหรี่ไฟฟ้า: ตัวเลือกหรือตัวร้ายของสายควัน

27.12.2565
221
Share

Highlight

  • จากหลักฐานของสมาคมโรคหัวใจสหรัฐอเมริกาพบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดถึง 1.8 เท่า และทำให้ปอดอักเสบ มีความเสี่ยงต่อโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเพิ่มขึ้นร้อยละ 49 โรคหอบหืดเพิ่มขึ้นร้อยละ 39
  • จากการสำรวจในปี 2564 มีคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้า 78,742 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้มีอายุระหว่าง 15-24 ปี จำนวน 24,050 คน ขณะที่ผลการสำรวจขององค์การอนามัยโลกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพบว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กนักเรียนไทยเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 3.3 ในปี 2558 เป็น ร้อยละ 8.1 ในปี 2564
  • ประเทศไทยมีกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ ขณะที่ทั่วโลกมี 35 ประเทศห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า และมี 3 ประเทศห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคติน ประเทศที่อนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ภายใต้กฎหมายควบคุมมี 73 ประเทศ ในจำนวนนี้มี 34 ประเทศที่ควบคุมนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า

 

เมื่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกระทรวงสาธารณสุขประกาศ “ไม่เอา” บุหรี่ไฟฟ้า ทั้งยังเชิญปลุกเร้าให้คนไทยหันมาร่วมกันดูแลป้องกันไม่ให้มีนักสูบ (บุหรี่ไฟฟ้า) หน้าใหม่เพิ่มขึ้น นั่นทำให้สังคมไทยหันกลับมาสนใจสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้นอีกครั้ง

ถึงแม้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่ถูกกฎหมายในเมืองไทย แต่นับวันกลับมีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น โดยนักสูบหันมาใช้แทนบุหรี่แบบดั้งเดิม ด้วยความเชื่อเรื่องความปลอดภัยทั้งต่อตนเองและบุคคลรอบข้าง

นอกจากนี้ยังมีนักสูบหน้าใหม่เพิ่มจำนวนขึ้น โดยเฉพาะผู้หญิง เด็ก และเยาวชน ดังนั้นเพื่อหยุดผลกระทบในมิติต่าง ๆ จากบุหรี่ไฟฟ้า จึงต้องมีการเฝ้าระวัง ป้องกันและแก้ไข ด้วยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและส่งเสริมให้ประชาชนรู้เท่าทันการบุกโจมตีของอุปกรณ์สูบยาประเภทนี้

มีอะไรใน ‘ไอ’ บุหรี่ไฟฟ้า

บุหรี่ไฟฟ้า (Electronic Cigarette) เป็นอุปกรณ์สูบบุหรี่ชนิดหนึ่งที่ใช้กลไกไฟฟ้าทำให้เกิดความร้อนและไอน้ำ ซึ่งประกอบไปด้วยสารเคมีต่าง ๆ โดยไม่มีควันจากกระบวนการเผาไหม้เหมือนบุหรี่ปกติทั่วไป และด้วยการสูบไอของบุหรี่ไฟฟ้าทำให้เกิดความเข้าใจว่ามีอันตรายต่อร่างกายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา

ข้อเท็จจริงคือ ไอจากบุหรี่ไฟฟ้ามีนิโคติน ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการเสพติดได้เช่นเดียวกันกับบุหรี่มวน สารนิโคตินนี้ส่งผลให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายน้อยลง ในบุหรี่ไฟฟ้ายังมีสารมีพิษอื่น ๆ ซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบของร่างกาย

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ อ้างอิงผลวิจัยต่างประเทศที่ออกมาระหว่างปี 2557-2564 พบรายงานโรคแทรกซ้อนจากบุหรี่ไฟฟ้าในระบบทางเดินหายใจ ร้อยละ 49, ระบบหัวใจและหลอดเลือด ร้อยละ 13, ช่องปากและฟัน ร้อยละ 18, สมอง ร้อยละ 7,  ตับ ร้อยละ 2.9,  ผิวหนัง ร้อยละ 2.9 และระบบอื่น ๆ ร้อยละ 19

จากหลักฐานของสมาคมโรคหัวใจสหรัฐอเมริกาพบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มความเสี่ยงของโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดถึง 1.8 เท่า และทำให้ปอดอักเสบ มีความเสี่ยงต่อโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังเพิ่มขึ้นร้อยละ 49 โรคหอบหืดเพิ่มขึ้นร้อยละ 39

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกยังระบุว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีสารที่ทำให้เกิดอาการไอ ระคายเคืองปอด เพิ่มความเสี่ยงอาการหอบหืด ไอระเหยของบุหรี่ไฟฟ้ามีขนาดเล็กกว่าบุหรี่มวน  สามารถเข้าไปในปอดส่วนลึกมากกว่า ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้รวดเร็ว อีกทั้งขดลวดโลหะในอุปกรณ์สูบบุหรี่ไฟฟ้าสามารถปล่อยโลหะหนักออกมาได้ (1)

ปัจจุบันนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะบอกว่าในระยะยาวบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยมากกว่าบุหรี่แบบดั้งเดิมหรือไม่ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ ในหลายประเทศมีรายงานผู้ป่วยและเสียชีวิตด้วยสาเหตุเกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่ไฟฟ้า เช่น ที่สหรัฐอเมริกา ในปี 2562 มีประชาชนป่วย 450 ราย และ 6 รายเสียชีวิตจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้า (2)

ในประเทศไทยยังไม่มีตัวเลขจำนวนของผู้ป่วยหรือเสียชีวิตจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้า แต่พบว่ามีผู้ป่วยด้วยโรคปอดอักเสบจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามาตั้งแต่ปี 2562 (3)

สำหรับด้านความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากงานวิจัยของสหรัฐฯ พบว่า ค่ารักษาพยาบาลจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสูงถึงปีละกว่า 5 แสนล้านบาท สูงกว่ารายได้จากภาษีบุหรี่ไฟฟ้าที่จัดเก็บได้เพียง 3 ร้อยล้านบาท (4)

 

ใช่ทางเลือกในการเลิกบุหรี่หรือไม่ ?

ทุกวันนี้ ยังคงมีการถกเถียงเรื่องบุหรี่ไฟฟ้าว่า แท้จริงแล้วเป็นตัวช่วยหรือตัวเลือกที่ดีกว่าสำหรับคนอยากเลิกสูบบุหรี่ได้จริงไหม

สหราชอาณาจักรนับเป็นประเทศแรก ๆ ที่สนับสนุนบุหรี่ไฟฟ้าในฐานะเครื่องมือช่วยให้ผู้ติดบุหรี่เลิกสูบบุหรี่ได้ โดยมีมาตรการควบคุมการสูบบุหรี่ไฟฟ้าอย่างเข้มงวด ทั้งจำกัดอายุ มีคำเตือนทางสุขภาพ กำหนดปริมาณนิโคติน ห้ามทำการตลาดกับเยาวชน ไม่สามารถโฆษณาทางโทรทัศน์ อีกทั้งปริมาณนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าที่ขายในสหราชอาณาจักรและยุโรปอยู่ที่ไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศอย่างเช่น สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 59 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร อีกทั้งสหราชอาณาจักรอาจจะกลายเป็นประเทศแรกที่ขึ้นทะเบียนให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อการรักษาการติดบุหรี่

ขณะที่ฝ่ายค้านยันด้วยข้อมูลจากผลการศึกษาหลายฉบับ ในผลการศึกษาของคณะสาธารณสุขศาสตร์และศูนย์มะเร็ง มหาวิทยาลัยซาน ดิเอโก สหรัฐอเมริกา ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2564 ระบุว่า ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่และหันไปสูบบุหรี่ไฟฟ้าหรือยาสูบประเภทอื่น ๆ เสี่ยงที่จะกลับไปสูบบุหรี่เหมือนเดิมใน 1 ปีต่อมา นับเป็นเปอร์เซ็นต์มากกว่าผู้ที่เลิกใช้ยาสูบทุกชนิดราว ร้อยละ 8.5 นอกจากบุหรี่ไฟฟ้าจะไม่ช่วยเลิกบุหรี่แล้วยังเป็นประตูนำไปสู่การสูบบุหรี่มวนและสารเสพติดอื่น เช่น กัญชา แอลกอฮอล์ ฯลฯ คนสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีโอกาสไปสูบบุหรี่มวนในอนาคต 3.29 เท่า ส่วนคนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกบุหรี่มวนจะกลับมาสูบบุหรี่มวน 4.4 เท่า (5)

เด็ก เยาวชน ผู้หญิง กลุ่มเป้าหมายบุหรี่ไฟฟ้า

ในประเทศไทย บุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นสิ่งผิดกฎหมายตั้งแต่ปี 2557 มีกฎหมายห้ามนำเข้าและจำหน่าย ห้ามสูบบุหรี่ไฟฟ้าในสถานที่สาธารณะ ขณะที่จำนวนผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงหลังนักสูบหน้าใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้นกับบุหรี่ไฟฟ้ามีผู้หญิง วัยรุ่น และเด็กเป็นจำนวนมาก

ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ในปี 2564 พบว่ามีคนไทยสูบบุหรี่ไฟฟ้า 78,742 คน เป็นเพศชาย 71,486 คน เพศหญิง 7,256 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้มีอายุระหว่าง 15-24 ปี รวม 24,050 คน (6)

เยาวชนไทยเริ่มมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น จากผลการสำรวจของกระทรวงสาธารณสุขร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการและองค์การอนามัยโลกพบว่า การใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเด็กนักเรียนไทย (อายุ 13-15 ปี) เพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 3.3 ในปี 2558 เป็น ร้อยละ 8.1 ในปี 2564 (7)

จากการสำรวจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาและระดับปริญญากว่า 2,000 คน พบว่า 1 ใน 3  หรือกว่า ร้อยละ 30 เคยใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างน้อย 1 ครั้ง นักศึกษาในมหาวิทยาลัยกว่าร้อยละ 60 มีอุปกรณ์บุหรี่ไฟฟ้า แสดงให้เห็นว่าบุหรี่ไฟฟ้าที่กำลังรุกกลุ่มนักศึกษาและนักเรียน ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง (8)

ผลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 ยังพบอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป เพศชายเท่ากับ ร้อยละ 0.% เพศหญิง ร้อยละ 1.9 ขณะที่ผลการสำรวจภาวะสุขภาพของนักเรียนอายุ 13-17 ปี โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ปี 2564 พบว่า นักเรียนชายสูบบุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 18.7 นักเรียนหญิง ร้อยละ 8.9 แสดงให้เห็นอัตราการสูบบุหรี่ไฟฟ้าของผู้หญิงที่เพิ่มมากขึ้นและสูงขึ้น (9)

จากข้อมูลสำรวจสุขภาพคนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 ปี 2562-2563 พบวัยรุ่นอายุ 10-19 ปี เคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้า ร้อยละ 5.3,  สูบเป็นประจำ ร้อยละ 2.9 และ ร้อยละ 30 ของวัยรุ่นที่สูบบุหรี่ไฟฟ้าเป็นประจำเป็นผู้หญิง เด็ก และเยาวชนไทยอายุ 10-19 ปี ผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้ากว่าครึ่งหรือร้อยละ 53 มีภาวะเสี่ยงโรคซึมเศร้าด้วย และเด็กที่เคยลองสูบบุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะเป็นโรคซึมเศร้าเพิ่มขึ้น 2 เท่า

ในเด็กและเยาวชนที่สมองยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ พิษของนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าจะส่งผลให้เด็กที่สูบมีอาการหงุดหงิดง่าย เรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง ความจำแย่ลง ปวดศีรษะ อารมณ์แปรปรวน สมาธิสั้น และมีภาวะซึมเศร้า (10)

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุ บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองในเด็กและเยาวชนลดลง ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อพัฒนาการของทารกในครรภ์ (11)

หาซื้อง่ายเข้าถึงเด็กและเยาวชนมากขึ้น

ด้วยการสร้างภาพทางการตลาดให้อุปกรณ์การสูบบุหรี่ชนิดใหม่ดูเป็นสิ่งของทันสมัย ไม่มีอันตราย ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายผ่านช่องทางซึ่งใกล้ตัว และทำให้เกิดนักสูบหน้าใหม่มากขึ้นเรื่อย ๆ

บุหรี่ไฟฟ้าเข้าถึงเด็กและเยาวชนได้ง่ายขึ้นโดยผ่านทางโซเชียลมีเดีย จากการสํารวจของ Wisesight ในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม 2565 ถึงเดือนกันยายน 2565 พบว่า การพูดถึง “บุหรี่ไฟฟ้า” ในโซเชียลมีเดียมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ผู้จำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าดึงดูดใจเยาวชนให้เข้าถึงบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่ายขึ้นด้วยภาพลักษณ์ทันสมัย แปลกใหม่และแตกต่างจากบุหรี่ทั่วไป มีการให้ข้อมูลเพียงด้านเดียว ทั้งยังหาซื้อได้ง่าย จึงเข้าถึงเด็ก และเยาวชนมากขึ้น (12)

จากผลสำรวจ “ทัศนคติของเด็กและเยาวชนไทยที่มีต่อบุหรี่ไฟฟ้าและสถานการณ์เด็กและเยาวชนไทยกับการรับข้อมูลและวาทกรรมสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า” ในกลุ่มตัวอย่าง 400 คน อายุระหว่าง 13-25 ปี ทั่วประเทศ พบว่า ด็กและเยาวชนได้รับข้อมูลเท็จเกี่ยวกับบุหรี่เป็นประจำและบ่อยครั้ง เด็กและเยาวชนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าในระดับปานกลาง และไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า (13)

ข้อมูลงานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้าในเด็กและเยาวชนไทยระดับมัธยมต้นอายุ 11-16 ปี (อายุเฉลี่ย 13 ปี) พบสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กไทยติดบุหรี่ไฟฟ้าคือ มีพ่อแม่ คนในครอบครัว เพื่อน และคนรอบตัวสูบบุหรี่ไฟฟ้าจึงมองว่า การสูบบุหรี่เป็นเรื่องปกติ สำหรับคนที่เคยสูบบุหรี่ธรรมดามาก่อนมักเข้าใจผิดว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตราย (14)

ที่ผ่านมาอัตราการสูบบุหรี่ของหญิงไทยต่ำ เพราะการไม่ยอมรับของสังคม ค่านิยม รวมทั้งกลิ่นเหม็นของบุหรี่ธรรมดาหรือยาเส้น แต่กับบุหรี่ไฟฟ้า วัยรุ่นหญิงเอเชียรวมถึงไทยให้เหตุผลว่า บุหรี่ไฟฟ้ามีกลิ่นหอม ด้วยผู้ผลิตใช้สารปรุงรส และไม่มีกลิ่นเหม็นจากการเผาไหม้ อีกทั้งมีอุปกรณ์สูบที่รูปทรงสวย ขนาดเล็ก สามารถพกซ่อนติดตัวได้ง่าย ทำให้ผู้หญิงสูบบุหรี่ไฟฟ้ามากขึ้น (15)

ควรรู้เท่าทันกลยุทธ์การตลาด

บุหรี่ไฟฟ้าบุกจู่โจมกลุ่มนักสูบหน้าใหม่อย่างเด็กและเยาวชนอย่างหนักหน่วง ด้วยกลยุทธ์การหาซื้อง่าย และสร้างความเข้าใจผิดในบางประเด็น

ในสหรัฐอเมริกา ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาตลาดบุหรี่ไฟฟ้าเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้ผลิตและผู้จำหน่ายต่างสรรหากลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อโน้มน้าวดึงดูดใจนักสูบ ยกตัวอย่างเช่น บุหรี่ไฟฟ้า JUUL ประสบความสำเร็จในสหรัฐฯ อย่างมาก ด้วยการพัฒนารูปแบบและรูปลักษณ์ที่ดูไม่เหมือนบุหรี่ทั่วไป ด้วยขนาดกะทัดรัด พกพาง่าย มีหลากหลายรุ่นให้เลือก มีการแนะนำสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และกลุ่มเน็ตไอดอลหรือวัยรุ่นช่วยสื่อภาพลักษณ์ถึงความเท่ ทันสมัย ผลิตภัณฑ์ใหม่นี้จึงค่อย ๆ แฝงตัวเข้าไปในรั้วโรงเรียน

บุหรี่ไฟฟ้าเริ่มเข้ามาในสหรัฐฯ เมื่อปี 2550 หลังจากนั้นเพียง 4-5 ปี เด็กเยาวชนหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูงถึงร้อยละ 900 โดยมี JUUL ถือครองตลาดบุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 72 ซึ่งแทนที่ผู้ต้องการเลิกบุหรี่จะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก กลับกลายเป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนมากกว่า ซึ่งปัจจุบันเด็กอเมริกันสูบบุหรี่ไฟฟ้าถึงร้อยละ 20 หรือเกือบ 34 ล้านคน ทางการสหรัฐฯ กำลังพิจารณาที่จะจำกัดการจำหน่ายหรืออาจมีการยกเลิกการจำหน่าย JUUL แบบเสรี เพราะอาจไม่ก่อประโยชน์ต่อการบำบัด ช่วยลดหรือเลิกบุหรี่ ทั้งยังเป็นสาเหตุทำให้เด็กและเยาวชนหันไปเริ่มสูบบุหรี่อีกด้วย (16)

วันนี้ JUUL ถูกฟ้องร้องจากหน่วยงานการศึกษา รัฐบาลท้องถิ่น และบุคคลทั่วไปมากกว่า 5,000 คดี ซึ่งอาจต้องจ่ายเงินราว 6,000 ล้านบาทเพื่อยุติคดี ฐานมีส่วนทำให้เยาวชนสูบบุหรี่เพิ่มขึ้นและบิดเบือนความจริงที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยแทนบุหรี่ทั่วไป

หวานหอม … ซ่อนพิษ!

การเพิ่มขึ้นของนักสูบหน้าใหม่ที่เป็นเยาวชนนับเป็นความกังวลของหลายประเทศ ดังเช่น องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาหรือ FDA ประกาศเป็นครั้งแรกในปี 2564 ห้ามขายผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าแต่งกลิ่นและรส 55,000 รายการ โดยให้เหตุผลว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเยาวชนในสหรัฐฯ (17)

กลิ่นและรสชาติถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่บุหรี่ไฟฟ้าสามารถยั่วใจลูกค้าได้ โดยในตลาดบุหรี่ไฟฟ้ามีของเหลวปรุงแต่งรสประมาณ 20,000 ชนิด ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีซึ่งระเหยง่าย อาจเป็นสารเคมีที่ใช้กับอาหารทั่ว ๆ ไป ซึ่งมีความปลอดภัยเมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกาย แต่อาจจะไม่ปลอดภัยเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดเข้าไป

การผสมสารปรุงแต่งรสชาติยังเป็นการอำพรางความไม่พึงประสงค์ของไอบุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคติน โลหะหนัก ฟอร์มาลดีไฮด์ ฯลฯ ซึ่งทั้งฉุนและเป็นอันตราย สารปรุงแต่งรสทำให้สัญญาณเตือนภัยทางประสาทสัมผัส และปฏิกิริยาป้องกันของผู้ใช้ลดลง

มีผลการวิจัยเผยให้เห็นว่า สารแต่งกลิ่นรสทำปฏิกิริยาผลิตสารระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจ การสัมผัสเป็นเวลานานอาจทำให้ไอเรื้อรัง มีการอักเสบในทางเดินหายใจ และปอดถูกทำลายอย่างเฉียบพลัน

การสูบไอในระยะยาวอาจทำให้เกิดความผิดปกติของประสาทสัมผัสรับกลิ่น เมื่อการรับรู้กลิ่นลดลง ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าจึงต้องเลือกน้ำยาที่มีรสชาติเข้มข้นขึ้น ซึ่งอาจยิ่งสร้างความระคายเคือง ทำลายจมูก ปอด และทางเดินหายใจมากยิ่งขึ้น

ในระยะยาวยังต้องมีการวิจัยเพื่อทำความเข้าใจถึงผลเสียต่อสุขภาพและพิษของสารปรุงแต่งรสและสารเคมีอื่น ๆ ในไอบุหรี่ไฟฟ้า เพื่อป้องกันผลร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้น (18)

โลกกับมาตรการจัดการบุหรี่ไฟฟ้า

ช่วงหลายปีหลัง รัฐบาลหลายประเทศจับตาบุหรี่ไฟฟ้ากันมากขึ้น เพราะมีผู้ใช้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับที่มีรายงานเกี่ยวกับอันตรายจากการใช้งานออกมาเป็นระยะ

สำหรับประเทศไทยมีกฎหมายห้ามนำเข้าและห้ามจัดจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าทุกรูปแบบ ขณะที่ทั่วโลกมี 35 ประเทศห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้า และมี 3 ประเทศห้ามขายบุหรี่ไฟฟ้าที่มีสารนิโคติน ประเทศที่อนุญาตให้ขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ภายใต้กฎหมายควบคุมมี 73 ประเทศ ในจำนวนนี้มี 34 ประเทศที่ควบคุมนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า

แต่ละประเทศมีแนวทางการจัดการกับบุหรี่ไฟฟ้าที่แตกต่างกัน กรอบคิดในการจัดการกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศต่าง ๆ แบ่งเป็นการห้าม, การควบคุมในฐานะที่เป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์, ห้ามส่วนประกอบบางชนิด, ควบคุมในฐานะที่เป็นสารพิษ, ควบคุมในฐานะที่เป็นผลิตภัณฑ์ยาสูบ, ควบคุมในฐานะที่เป็นสินค้าเพื่อบริโภค และควบคุมในฐานะที่เป็นผลิตภัณฑ์พิเศษ

ประเทศส่วนใหญ่มีความเห็นตรงกันว่าต้องจำกัดอายุขั้นต่ำของผู้ซื้อ รวมทั้งจำกัดการโฆษณาและส่งเสริมการขาย และการห้ามสูบในพื้นที่สาธารณะ ซึ่งในจำนวนประเทศเหล่านี้จัดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ภายใต้กฎหมายควบคุมยาสูบหรือบุหรี่ไฟฟ้าโดยเฉพาะ แต่บางประเทศจัดให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ไว้ในบางกรณีด้วย เช่น สหราชอาณาจักรซึ่งมองว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย “ค่อนข้างมาก” เพราะไม่ปล่อยคาร์บอนมอนอกไซด์ ซึ่งก่อให้เกิดโรคปอดและมะเร็ง อีกทั้งการติดนิโคตินอันตรายน้อยกว่าสารอื่นๆ

ญี่ปุ่นไม่มีมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าแบบไม่มีนิโคติน (Non-nicotine e-cigarettes) บุหรี่ไฟฟ้าแบบที่มีนิโคตินได้รับการควบคุมตามกฎหมายผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ แต่ก็ยังไม่มีบุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคตินได้รับอนุญาต

ออสเตรเลียจัดบุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่มีสารนิโคตินเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค แต่ละรัฐมีการกำหนดอายุขั้นต่ำ ห้ามใช้ในที่สาธารณะ และข้อห้ามเกี่ยวกับการโฆษณาและส่งเสริมการขาย ส่วนบุหรี่ไฟฟ้าแบบที่มีสารนิโคติน ใช้และนำเข้าได้เฉพาะมีใบสั่งยาจากแพทย์

ขณะที่สหภาพยุโรป กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าระบุส่วนผสมในสารเหลว รวมทั้งกำหนดคุณสมบัติของอุปกรณ์ที่ใช้ เป็นต้น (19)

‘เรื่องจริงที่หนูอยากจะบอก’

ประเทศไทยวันนี้มีการรณรงค์และจับตาเฝ้ามองสถานการณ์บุหรี่ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่เป็นอยู่คือ ไทยใช้กฎหมายในการจัดการปัญหาบุหรี่ แต่ยังประสบปัญหาในการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เช่น ไม่สามารถทำได้กับการซื้อขายบุหรี่ไฟฟ้าผ่านช่องทางออนไลน์ที่กำลังแพร่หลาย

เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า สำนักสื่อสารการตลาดเพื่อสังคม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำงานวิจัยของสมาคมพิษวิทยาแห่งเกาหลี ที่ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบต่อสมองจากการสูบบุหรี่ไฟฟ้ามาสร้างสรรค์สื่อ “เรื่องจริงที่หนูอยากจะบอก” นำเผยแพร่เพื่อสร้างความตระหนักและให้ความรู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ซึ่งสามารถติดตามได้ทาง Facebook: Social Marketing Thaihealth by สสส.) (20)

ด้วยการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในหมู่คนหนุ่มสาว เด็ก และเยาวชน ทำให้ต้องมีการจับตาเฝ้าระวัง รวมทั้งมีวิธีการแก้ไขและป้องกัน เพื่อลดการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ปกป้องเด็ก เยาวชน และคนหนุ่มสาวจากการติดนิโคตินไปตลอดชีวิต รวมทั้งปัญหาอื่น ๆ ที่อาจจะตามมา ทั้งนี้ทุกฝ่ายจะต้องทำงานร่วมกัน ตั้งแต่ระดับครอบครัว ชุมชน บุคลากรทางด้านสาธารณสุข องค์กรที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ และรัฐบาล รวมไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ด้วย

 

อ้างอิง:

(1) (11) chulalongkornhospital.go.th/kcmh/line/บุหรี่ไฟฟ้า-ปลอดภัยจริง

(2) (17) (19) tcijthai.com/news/2021/11/scoop/12063

(3) pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/115515

(4) (5) matichon.co.th/local/quality-life/news_3533353

(6) thaigov.go.th/news/contents/details/53030

(7) pptvhd36.com/health/news/882

(8) (16) bangkokbiznews.com/social/961075

(9) (15) mgronline.com/qol/detail/9650000099653

(10) (14) matichon.co.th/local/quality-life/news_3650162

(12) thaihealthreport.com/th/articles_detail.php?id=139&fbclid=IwAR0uKx5PcYLcIQBXEx9-wDsD6Cd-F5s4vvLQFL5KMnx7uTeysQcQjR_hnX0

(13) hfocus.org/content/2022/06/25365

(18) umbc.edu/stories/hidden-by-a-pleasant-scent-the-health-consequences-of-flavor-in-e-cigarettes/

(20) facebook.com/socialmarketingth/videos/471819991057707/

 

 

 

 

 

 

 

 

 

Related

Most View

Recommend