ADVANCESEARCH

ฝุ่น PM2.5 มาจากท่อไอเสีย 50% แนวโน้มป่วยมะเร็งเพิ่มมากขึ้น

12.03.2564
119
Share

Highlight

  • ปี 2541-2559 ประเทศไทยมีค่าความเข้มข้นของฝุ่นกระจุกในพื้นที่ภาคเหนือค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจังหวัดน่าน พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน
  • ระหว่างปี 2560-2561 พบข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจประการหนึ่งก็คือ เมื่อตรวจวัด PM2.5 ตลอด 1 ปีเต็มในเชียงใหม่ มีแหล่งกำเนิด PM2.5 มาจากไอเสียยานพาหนะสูงถึง 50%
  • PM2.5 เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหลายโรค อาทิ โรคระบบทางหายใจ/ ปอดอุดกั้นเรื้อรัง มะเร็ง ฯลฯ
  • ทางเลือกสำหรับการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ แต่ละคนจะต้องมีความตื่นตัวในการป้องกันตัวเองจากฝุ่น PM2.5 เช่น การใช้หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจะต้องมีจิตสาธารณะ ร่วมลดกิจกรรมที่เป็นต้นเหตุของการเกิดฝุ่น

 

ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ  (GISTDA) เมื่อปี 2563 ระบุว่า ปัจจุบันดาวเทียมสำรวจโลกที่ติดตั้งเซนเซอร์ตรวจวัดจากระยะไกลสามารถรายงานปริมาณฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศ ทั้ง PM10 และ PM2.5 ได้ทุกที่ทั่วประเทศ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้าน โดยระหว่างปี 2541-2559 ประเทศไทยมีค่าความเข้มข้นของฝุ่นกระจุกในพื้นที่ภาคเหนือค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจังหวัดน่าน พะเยา เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน

นั่นหมายความว่าหลายจังหวัดของประเทศไทยเผชิญความเสี่ยงจากค่าฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานมาร่วม 20 ปีแล้ว

อนุภาคมลพิษอากาศขนาดเล็กที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางน้อยกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM2.5 นั้น มีส่วนประกอบสำคัญหลัก คือ คาร์บอนอินทรีย์ สาร PAHs เกลือซัลเฟต เกลือไนเตรท โลหะหนัก มีสัดส่วน เปลี่ยนไปบ้างตามแหล่งกำเนิดมลพิษและฤดูกาล เนื่องจาก PM2.5 มีขนาดเล็กกว่าเม็ดเลือดแดงจึงเข้าสู่ทุกเซลล์ของระบบอวัยวะได้อย่างรวดเร็ว เมื่อสูดหายใจเข้าไป จึงอาจมีผลกระทบต่อแทบทุกระบบอวัยวะของร่างกาย                    

ผลกระทบดังกล่าวอาจมีได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ยังไม่ปรากฏอาการ ไม่มีการอักเสบ ไม่ปรากฏอาการแต่มีการอักเสบแฝงในระบบอวัยวะจนเกิดอาการผิดปกติ ซึ่งเกิดได้ทั้งฉับพลันทันทีทันใด แบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรัง โดยผลกระทบตามระยะต่าง ๆ อาจทำให้เกิดโรคขึ้นใหม่ หรือทำให้โรคเดิมรุนแรงขึ้น ทำให้เซลล์ของอวัยวะต่าง ๆ เสื่อมจนทำให้อวัยวะทำงานเสื่อมเร็วและรุนแรงขึ้นอาจทำให้เซลล์กลายพันธุ์เป็นเซลล์มะเร็ง ตัวอย่างผลกระทบจาก PM2.5 ต่อระบบอวัยวะสำคัญหลักในการดำรงชีวิต ได้แก่ ระบบการหายใจ เช่น โพรงจมูกอักเสบทั้งแบบภูมิแพ้ และติดเชื้อหลอดคอ กล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ หอบหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ปอดอักเสบ

ในขณะที่องค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่า ในปี 2563 มีผู้ป่วยมะเร็งอยู่ที่ 19.3 ล้านราย และคาดการณ์ว่าตัวเลขดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยภายในปี 2583 จำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งซึ่งเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของโลก จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 47 โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ต่ำถึงปานกลาง

จากตัวเลขดังกล่าวปฏิเสธไม่ได้ว่ามลพิษทางอากาศเป็นสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตของคนไทย  ซึ่ง ศ.ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันและจัดการภัยพิบัติ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) อธิบายว่า จากการศึกษาวิจัยในพื้นที่ กทม. เชียงใหม่ และภูเก็ต ระหว่างปี 2560-2561 พบข้อเท็จจริงที่น่าประหลาดใจประการหนึ่งก็คือ เมื่อตรวจวัด PM2.5 ตลอด 1 ปีเต็มในเชียงใหม่ มีแหล่งกำเนิด PM2.5 มาจากไอเสียยานพาหนะสูงถึง 50%

ขณะที่การเผาเศษชีวมวลเป็นสาเหตุสำคัญอันดับ 2 ประมาณ 20% โดยการเผาวัสดุต่างๆ เหล่านี้จะสูงในระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน ทำให้ช่วงนั้นคนเชียงใหม่และจังหวัดอื่นในภาคเหนือตอนบนต้องทนทุกข์กับคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่ และถ้าพิจารณาข้อมูลทั้งปีจะเห็นว่าแหล่งกำเนิดสำคัญของฝุ่นยังคงเป็น PM2.5 จากไอเสียยานพาหนะ ซึ่งสอดคล้องกับพื้นที่ กทม. และภูเก็ต

อาจารย์ศิวัช แนะนำว่า แนวทางการลด PM2.5 ในยานพาหนะ คือการกวดขันติดตั้งแคทตาไลติก คอนเวอร์เตอร์ (Catalytic Converter) หรือรังผึ้งกรองสารพิษในท่อไอเสียรถยนต์ ซึ่งหากกวดขันอย่างสม่ำเสมอจะช่วยลดการปล่อยมลพิษต่าง ๆ ได้เกือบ 75% แต่ปัญหาที่พบคือรถขนส่งสินค้านิยมถอดแคทตาไลติก คอนเวอร์เตอร์ออกเพื่อให้ได้แรงม้าเพิ่มขึ้นโดยไม่ได้สนใจถึงการปล่อยมลพิษออกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งภาครัฐจะต้องกวดขันอย่างจริงจัง

นอกเหนือจากการบังคับใช้กฎหมายแล้วปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะช่วยลดฝุ่น PM2.5 ได้คือจิตสาธารณะของคนไทยทุกคน เพราะต่อให้ภาครัฐออกมาตรการมามากแค่ไหน แต่ถ้าคนไทยไม่ร่วมแรงร่วมใจกันก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ อย่างเช่นที่คนไทยทำสำเร็จมาแล้วในการใส่หน้ากากอนามัยช่วงโควิด-19 ระบาด หรือ ช่วงล็อกดาวน์ เป็นต้น

“ตอนนั้น (โควิด) มีโลงศพมาตั้งให้ดูอยู่ตรงหน้า ตอนนี้คนไทยตายด้วยโควิด 85 คน แต่ผลจากฝุ่น PM2.5 ทำให้คนไทยตายปีละ 50,000 คน กลับไม่มีใครใส่ใจหรือมีความรู้สึกร่วม เมื่อเทียบกับโควิด-19 ดังนั้น จิตสาธารณะต่างหากที่เป็นปัญหาในการลด PM2.5 ช่วงโควิด-19 เราทำสำเร็จเพราะจิตสาธารณะของคนไทยเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่เราไม่มีจิตสำนึกแบบนี้กับ PM2.5 ดังนั้นต่อให้มีอีกเป็นร้อยเป็นพันมาตรการ แต่ถ้าคนไทยไม่ผนึกกำลังร่วมแรงร่วมใจกันก็ทำไม่สำเร็จ” ศ.ดร.ศิวัช กล่าว

รัฐบาลยังได้กำหนดให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งมีหลายหน่วยงานที่ต้องร่วมกันแก้ปัญหาให้คลี่คลาย ขณะเดียวกันในฐานะพลเมืองก็ต้องให้ความร่วมมือในการลดกิจกรรมที่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดฝุ่น ตลอดจนป้องกันตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพื่อประเมินความเสี่ยงจากฝุ่น PM2.5

ทั้งนี้ จำนวนผู้เสียชีวิตจากฝุ่น PM2.5 อาจารย์ศิวัช ระบุว่า นักวิชาการใช้รูปแบบการประเมินไม่เหมือนกัน เพราะ PM2.5 ไม่เหมือนโควิด-19 ที่ตรวจเชื้อเจอแล้วสามารถระบุได้ทันที แต่ PM2.5 ทำให้เสียชีวิตได้หลากหลายรูปแบบ และล้วนแต่เป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-Communicable diseases -NCDs) นั่นคือ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคและไม่สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ แต่เป็นโรคที่เกิดจากนิสัยหรือพฤติกรรมการดำเนินชีวิต แต่ละคนก็มีภูมิต้านไม่เท่ากัน ซึ่งแบบจำลองขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุสถิติผู้เสียชีวิตจากฝุ่นพิษอยู่ที่ประมาณ 7-8 ล้านคน ทั้งมลพิษในอาคารและนอกอาคารรวมกัน

“ปัญหาก็คือว่า ผู้เสียชีวิตไม่ได้เสียชีวิตจาก PM2.5 เพราะมันไม่มีโรค PM2.5 แต่เสียชีวิตด้วยโรคที่คลาสสิคมาก เช่น มะเร็งในปอด มะเร็งในเต้านม และที่มีผลงานตีพิมพ์เมื่อปี 2019 - ปี 2020 คือคนที่ป่วยโรคเบาหวาน มีการทำวิจัยแบ่งกลุ่มตัวอย่างเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งอาศัยอยู่ในพื้นที่มีอากาศสะอาดมาก ค่า PM2.5 ต่ำกว่ามาตรฐาน กับอีกกลุ่มมีจำนวนเยอะมากเป็นหลักหมื่นอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมีค่า PM2.5 สูงตลอดทั้งปี ผลปรากฏว่ากลุ่มที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงที่มีค่า PM2.5 สูง มีโอกาสเป็นโรคเบาหวานได้มากกว่ากลุ่มที่อยู่ในพื้นที่อากาศสะอาดอย่างมีนัยสำคัญ”

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจ โดยมาจากการทดลองกับหนูทดลอง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อยู่สภาวะอากาศปกติและกลุ่มที่ใส่ฝุ่น PM2.5 เข้าไปมาก ๆ ผลปรากฏว่าเมื่อผ่าสมองของหนูที่อยู่ในกลุ่ม PM2.5 มีความผิดปกติเกิดขึ้นในสมอง กลายเป็นหนึ่งในโรคสมองในหนู ดังนั้นเมื่อเกิดขึ้นกับหนูได้ก็เกิดขึ้นกับคนได้เช่นกัน ถือเป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าหลาย ๆ โรคมีสาเหตุมาจากมลพิษทางอากาศ และใน PM2.5 ก็มีมลพิษอยู่เยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นสารก่อมะเร็ง สารก่อการกลายพันธุ์ โลหะหนัก ซึ่งล้วนอันตรายทั้งสิ้น

ฉะนั้นทางเลือกสำหรับการดูแลตนเองให้ปลอดภัยจากมลพิษทางอากาศ แต่ละคนจะต้องมีความตื่นตัวในการป้องกันตัวเอง เช่น การใช้หน้ากากอนามัยที่ได้มาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจะต้องมีจิตสาธารณะในการมีส่วนร่วมลดสาเหตุการสร้างฝุ่นควัน เช่น การจุดธูป การเผาเศษขยะในบริเวณบ้านตัวเอง ฯลฯ

อีกหนึ่งตัวอย่างของการสร้างจิตสำนึกในการลดมลพิษในเด็กและเยาวชน คือโครงการ “ห้องเรียนสู้ฝุ่น” ซึ่งมีการทดลองใช้หลักสูตรเสริมการรับมือกับฝุ่นสภาวะวิกฤต (ห้องเรียนสู้ฝุ่น) ในนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย มีโรงเรียนนำร่อง 30 แห่งในจังหวัดแพร่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน โดยเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ห้างหุ้นส่วนจำกัด เติมเต็มวิสาหกิจเพื่อสังคม สมาคมยักษ์ขาว และภาคีเครือข่าย ที่ร่วมกันออกแบบหลักสูตรเสริมการเรียนการสอน ฝึกฝนให้เด็กและเยาวชนในพื้นที่มีความรู้ที่มาของการเกิดฝุ่น นำมาซึ่งรู้จักการดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี เติบโตไปเป็นพลเมืองตื่นรู้ต่อปัญหามลพิษทางอากาศ และเป็นเกษตรกรที่ไม่เผา

ผลการทดลองสอนพบว่าทำให้นักเรียนมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับต้นเหตุและอันตรายของฝุ่น PM2.5 ในระดับดีถึงดีมาก สามารถป้องกันและดูแลสุขภาพได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้นักเรียนยังสามารถนำความรู้ไปสื่อสารยังผู้ปกครอง บุคคลใกล้ชิด ซึ่งอนาคตนั้นจะส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมในชุมชนจนเกิดเป็นข้อบัญญัติท้องถิ่นได้

อาจารย์ศิวัช เสนอด้วยว่า นอกจากการสร้างสำนึกประชาชนแล้ว ฝ่ายกำกับนโยบายจะต้องมีการทบทวนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวว่าจำเป็นจะต้องพึ่งพาต่างประเทศมากน้อยแค่ไหน ทั้งการลงทุน การท่องเที่ยว และการส่งออก เพราะที่ผ่านมานโยบายเหล่านี้แม้จะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวก็จริง แต่ล้วนมีส่วนสร้างต้นทุนด้านสุขภาพด้วย

อีกหนทางหนึ่งในการแก้ปัญหา PM2.5 ในกรุงเทพฯ จะต้องลดความแออัดของเมืองลง ด้วยการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคให้มีความเจริญมากขึ้น เพราะหากไม่เปลี่ยนโครงสร้างและยังคงการกระจุกตัวทุกอย่างไว้ที่ศูนย์กลางหรือกรุงเทพฯ ปัญหาหลาย ๆ ปัญหาก็จะตามมา รวมถึงมลพิษทางอากาศที่เป็นต้นเหตุให้ผู้คนเสียชีวิตจำนวนมาก

 

Related

Most View

Recommend