ADVANCESEARCH

รวบรวมชุดคู่มือเกี่ยวกับ ฝุ่น PM2.5 ภัยมืดทำลายคนไทย

08.02.2565
1,225
Share

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนไทยกำลังประสบปัญหามลพิษทางอากาศที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอย่าง ‘ฝุ่นPM2.5’ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เลี่ยงไม่ได้ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของคนเราอย่างไม่รู้ตัว เช่น โรคเกี่ยวกับระบบหายใจ โรค NCDs หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ฯลฯ

นอกจากนี้อีกปัญหาหนึ่งที่เข้ามามีบทบาทอย่างมากในโลกโซเชียลคือ ‘ข่าวลวง’ ซึ่งกระจายตัวไปอย่างรวมเร็วและทำให้ข้อมูลข่าวสารบางชุดบิดเบือนได้ เช่นเดียวกับเรื่องของฝุ่น PM2.5 ที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามเกี่ยวกับวิกฤตนี้และพยายามหาคำตอบด้วยตนเอง

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ (สสส.) ตระหนักถึงความปลอดภัยของคนไทยและมุ่งมั่นในการถ่ายทอดองค์ความรู้ ส่งเสริมการสร้างสุขภาวะที่ดีของคนไทยมาตลอด จากวิกฤตด้านมลพิษทางอากาศอย่าง PM2.5 ถือเป็นประเด็นที่ทางศูนย์ฯ ได้จับตามองมาหลายปีและได้ทำงานอย่างหนักร่วมกับภาคีเครือข่ายอีกมากมาย เพื่อสร้างชุดคู่มือหรือชุดความรู้ที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ได้นำไปใช้ โดยมุ่งหวังที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลง

 

รู้จักฝุ่น PM2.5

ฝุ่นพิษ PM2.5 (Particulate Matters) หรือ ฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน* หรือเล็กกว่าเส้นผมของมนุษย์ 20-28 เท่า เกิดจากพฤติกรรมระดับจุลภาคของมนุษย์และระดับมหภาคอย่างกระบวนการอุตสาหกรรม นั้นหมายความว่าฝุ่น PM2.5 สามารถเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจได้โดยที่ขนจมูกไม่สามารถดักจับเอาไว้ได้ ซึมผ่านผนังปอดเข้าสู่กระแสเลือด

หากเลือดมีปริมาณฝุ่นปะปนอยู่ จะส่งผลให้เกิดผลกระทบต่ออวัยวะอื่น ๆ ทั่วร่างกายอย่าง ‘ฉับพลัน’ หมายถึงจะเห็นผลได้ภายใน 1-2 วัน ซึ่งจะส่งต่อระบบหายใจ คือ มีอาการไอ เจ็บคอ หายใจแล้วมีเสียง เลือดกำเดาไหล เป็นต้น ในขณะที่หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีฝุ่น PM2.5 เป็นประจำ จะทำให้กลายเป็นปัญหาสุขภาพจากฝุ่นพิษ แบบ ‘เรื้อรัง’ ได้ อย่างโรคระบบทางเดินหายใจและโรคปอด

ปัจจุบันคนไทย 3 ใน 4 ป่วยด้วยโรค NCDs หรือกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและคร่าชีวิตคนไทยกว่า 320,000 คนต่อปีได้ ซึ่งในที่นี่รวมถึงโรคมะเร็งปอดและโรคปอด สาเหตุจากปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 และหากในอนาคตยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหานี้อย่างตรงจุด แน่นอนว่าจำนวนผู้เสียชีวิตก็จะเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งความอันตรายที่ปะทุรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะความอันตรายต่อบุคคลกลุ่มเสี่ยง

ผู้สูงวัยที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จะเริ่มมีภูมิต้านทานน้อยลงและจะมีโรคประจำตัวกัน เช่นเดียวกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงของสภาวพแวดล้อมอันตรายแบบนี้ รวมทั้งผู้ป่วยโรคปอด หรือ โรคหัวใจ ซึ่งเมื่อได้รับฝุ่นเข้าสู่ร่างกายอาจกระตุ้นให้อาการกำเริบจนเสียชีวิตได้ที่สุด

*ไมครอน หน่วยวัดความยาวเท่ากับหนึ่งในล้านเมตร

ดาวน์โหลดชุดคู่มือเกี่ยวกับฝุ่น PM2.5

 

ปัญหาฝุ่น PM2.5 ต้นตอมาจากไหน ?

หลายคนอาจตั้งคำถามเกี่ยวกับ ‘สาเหตุของปัญหาฝุ่นพิษขนาดจิ๋ว’ ว่ามาจากไหน ? ทำไมในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลายเป็นเรื่องที่ทั้งประเทศต้องพูดถึงกัน ?

ความจริงแล้วปัญหาฝุ่น PM2.5 เกิดขึ้นจากพฤติกรรมของมนุษย์ตั้งแต่ระดับบุคคลจนถึงระดับอุตสาหกรรม โดยแบ่งออกเป็น 5 สาเหตุหลัก ได้แก่

  1. การเกษตรกรรมและป่าไม้ การเผาวัสดุธรมชาติเพื่อการเกษตรทำให้เกิดจุดความร้อน (Hot Spot) ในหลายพื้นที่ และจากปี 2563 ที่ผ่านมา ประเทศไทยพบจุดความร้อนรวม 190,372 พื้นที่ จากทั้งหมด 205,288 พื้นที่ หรือปล่อยฝุ่น 5 ราว 209,937 ตันต่อปี
  2. การคมนาคมขนส่ง การเผาไหม้ของเครื่องยนต์ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถขนส่งคมนาคมที่เครื่องยนต์จะปล่อยมลพิษ 5 ราว 50,240 ตันต่อปี เนื่องจากกระบวนการเผาไหม้ภายใน
  3. ภาคอุตสาหกรรม ประเทศไทยมีจำนวนโรงงานกว่า 140,00 แห่งที่ปล่อยมลพิษเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ จากการเผาไม้เชื้อเพลิงและกระบวนการผลิต จำนวนกว่า 65,140 ตันต่อปี
  4. ภาคก่อสร้าง ฝุ่นจากการก่อสร้าง การทำงานของเครื่องจักรการขนส่งวัดดุก่อสร้าง และการเปิดหน้าดิน รวมถึงฝุ่นจากงานสถาปัตยกรรม เช่น การเจาะผนัง ติดตั้งหลอดไฟ ทาสีผนัง ฯลฯ ล้วนเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดฝุ่นพิษ
  5. มลพิษข้ามพรมแดน เนื่องจากมพิษทางอากาศสามารถแพร่กระจายไปได้ไกล ปัญหามลพิษทางอากาศข้ามพรมแดนจึงพบได้ในบริเวณภาคเหนือและภาคใต้

ดาวน์โหลดชุดคู่มือเกี่ยวกับสาเหตุของฝุ่น PM2.5

 

 

เมื่อต้องอยู่กันฝุ่น PM2.5 จะรับมือได้อย่างไร ?

การป้องกันตั้งแต่ขั้นตอนแรกและดีที่สุดคือ ‘การไม่เผชิญหน้ากับฝุ่น’ แต่การป้องกันวิธีนี้ มีโอกาสน้อยที่จะทำได้ เนื่องจากพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่ต้องออกรับบรรยากาศข้างนอกอย่างเลี่ยงไม่ได้ด้วยเงื่อนไขด้านการทำงาน ด้านสุขภาพ หรือด้านอื่น ๆ

หากจำเป็นต้องไปออกข้างนอก ควรสังเกตค่า AQI* เพื่อดูแนวโน้มอันตรายของฝุ่นในแต่ละวัน (เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ไม่เกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) สวมหน้ากากมาตรฐาน N95 หน้ากากอนามัยทั่วไปซ้อน 2 ชั้น หรือใช้ผ้าเช็ดหน้าชุบน้ำแทนได้

แต่ก็ใช่ว่าการกักตัวอยู่แต่ในบ้านจะปลอดภัยจากฝุ่นพิษ PM2.5 เพราะอากาศสามารถพัดพามลพิษร้ายนี้เข้ามาในบริเวณบ้านได้เช่นกัน ดังนั้นในช่วงที่ค่า AQI สูง ควรเลี่ยงกิจกรรมที่จะก่อให้เกิดฝุ่นฟุ้งกระจาย เช่น การปัดกวาดฝุ่น การจุดธูปเทียน การทำอาหารในบ้าน อีกทั้งการปิดหน้าต่าง/ประตูเพื่อไม่ให้ฝุ่นเข้าบ้าน เป็นต้น

จริงอยู่ที่การป้องกันตนเองจากฝุ่นพิษ ถือเป็นเรื่องที่พึ่งปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยของตนเอง แต่สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนและแท้จริงของวิกฤตมลพิษฝุ่น PM2.5 นี้ 

*ค่า AQI (Air Quality Index) ดัชนีคุณภาพอากาศที่รายงานข้อมูลคุณภาพอากาศ เพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบถึงสถานการณ์มลพิษทางอากาศในแต่ละพื้นที่

ดาวน์โหลดชุดคู่มือเกี่ยวกับการป้องกันฝุ่น PM2.5

 

จัดการปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืนด้วย ... อากาศสะอาด

ดูเหมือนว่า ปัญหานี้จะส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง ซึ่งอยู่กับประเทศไทยมานานหลายปีและปรากฏตัวมา ‘เป็นฤดูกาล’ ถึงแม้ว่าในปี พ.ศ.2562 รัฐบาลจะเคยใช้ประกาศให้การแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 เป็น ‘วาระแห่งชาติ’ พร้อมออกแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติว่าด้วยการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองมาใช้ก็ตาม แต่ปัจจุบันปัญหานี้ก็ยังสืบเนื่องและยังไม่มีแนวโน้มที่จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างตรงจุดเสียที

การแก้ปัญหาวิกฤตนี้ที่ตรงจุดและยับยั้งการเกิดมลพิษที่ทำลายสุขภาพของคนไทยคือ การผลักดันกฎหมายอากาศสะอาด (Clean Air Act) ที่ปัจจุบันคนไทยต่างเริ่มเรียกร้องสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะดำรงชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีและให้รัฐบาลจัดการแก้ไขปัญหานี้อย่างตรงจุดและมีประสิทธิภาพมาขึ้น ผ่านร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด โดยทุกท่านสามารถเป็นส่วนหนึ่งในกฎหมายด้านมลพิษนี้ได้ผ่าน https://bit.ly/3rcrJBh และสามารถอ่านบทความเต็มเกี่ยวกับร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้ที่ https://bit.ly/3L2H8MB

 

กิจกรรม Air you can eat

"AIR YOU CAN EAT หนึ่งในรูปแบบการสื่อสาร สะท้อนปัญหาเรื่องฝุ่น PM 2.5 โดยร่วมกับ เชฟชาลี กาเดอร์ เชฟผู้เชี่ยวชาญและหลงใหลในวัฒนธรรมอาหารไทยอีสาน สร้างสรรค์เมนูสร้างประสบการณ์ในรูปแบบใหม่ โดยชวนให้เกิดการฉุกคิด ชวนสงสัย ก่อให้เกิดภาพจำ ความรู้สึกร่วม ที่นำไปสู่การตระหนักถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 และร่วมมือกันหาทางออกในการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง"

สุดท้ายนี้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จะยังคงอยู่ต่อไป หาเราไม่เริ่มต้นแก้ไขอย่างจริงจังและตรงประเด็น นอกจากนี้ทางศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ (สสส.) ขอเชิญชวนทุกท่านมารู้จักและสำรวจตนเองเกี่ยวกับปัญหาฝุ่นพิษรอบกายผ่านเว็บไซต์ https://airvisible.thaihealth.or.th/ มาร่วมกันทำให้ ‘ฝุ่น’ เป็นเรื่องที่ ‘มองเห็นได้’

 

ที่มา

https://bit.ly/3GzG5A8

https://bit.ly/3B59gdi

Related

Most View

Recommend