ADVANCESEARCH

ระบบนิเวศบำบัดที่ดี ภูมิคุ้มกัน ‘ภาวะเครียด-โรคซึมเศร้า’ ชั้นดี

18.03.2563
2,501
Share

Highlight

  • ความเครียด หรือภาวะซึมเศร้าไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์มีโอกาสเผชิญได้เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญ คือสภาพแวดล้อม เพื่อน ๆ ที่สนิท คนรัก หรือคนในครอบครัวต้องช่วยกันปลอบใจให้กำลังใจ ซึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมสำคัญเป็นเหมือนฐานที่มั่นให้ผู้ที่เริ่มมีอาการซึมเศร้าเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ที่เรียกว่า “ระบบนิเวศบำบัด”
  • พื้นฐานของระบบนิเวศบำบัดจะมีครอบครัวที่ดี เพื่อนที่ดี รวมทั้งโรงเรียนที่ดี คอยเป็นภูมิคุ้มกันชั้นเลิศ แต่หากระบบนิเวศที่แวดล้อมเด็กพังครืนลงอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ ดังนั้น “ระบบนิเวศบำบัด” ที่ดีจึงสามารถช่วยรักษาโรคซึมเศร้าได้ในทุกกรณี
  • โซเซียลมีเดียมีอิทธิพลสูงต่ออารมณ์และความคิด เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงห่างเหินกันมากขึ้น จากการที่เด็กเสพติดอยู่แต่ในโลกเสมือนจริงบนโลกออนไลน์ พอมีปัญหาหรือความเครียดมักระบายผ่านโซเซียลมิเดียมากกว่าจะหันหน้ามาพูดคุยกับคนในครอบครัว

โรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นอาการป่วยทางจิตที่ต้องกังวล เพียงต้องแยกแยะและทำความเข้าใจ “ปรากฏการณ์ทางอารมณ์” ให้ท่องแท้เสียก่อนว่าทุกคนไม่ว่าจะเพศหรือวัยใด ตั้งแต่เด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน หรือผู้สูงอายุ ล้วนมีโอกาสเกิดภาวะเครียด หรือซึมเศร้าได้ทั้งสิ้น

ปรากฏการณ์ทางอารมณ์ เป็นภาวะปกติธรรมดาของมนุษย์และสัตว์ โดยที่อาการเครียด หรือซึมเศร้าสามารถหายไปได้เอง ไม่ว่าจะเป็นอารมณ์โกรธ โมโห หงุดหงิด ฉุนเฉียว หรือแม้อาการกรีดร้องโวยวาย พอเวลาผ่านไปสักพักอารมณ์ที่เคยเศร้าหมองจะหายไป ถือเป็นช่วงการแสดงออกทางอารมณ์ที่เรียกว่าช่วง “สัญญาณสีเขียว” ที่เกิดจากภาวะเครียด ซึ่งโดยปกติมนุษย์จะหาวิธีการรับมือได้หลายรูปแบบตั้งแต่การตั้งสติเตือนตัวเอง หรือการปรับสมดุลทางอารมณ์ให้เข้าที่

แต่เมื่อใดภาวะอารมรณ์เริ่มเข้าสู่ “สัญญาณสีเหลือง” จะมี “อาการฟ้องทางกาย” เด่นชัดขึ้น เช่น กินไม่ได้นอนไม่หลับ เกิดภาวะทางกายผิดปกติอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เช่น ท้องเสีย หรือปวดหัวอย่างรุนแรงโดยไม่รู้สาเหตุจนต้องใช้ยาระงับความรู้สึก ระบบร่างกายจะรวนผิดปกติ เป็นสัญญาณเตือนอ่อน ๆ ว่าร่างกายกำลังรับไม่ไหวกับอาการเครียดที่กำลังเกิดขึ้นซ้ำ ๆ

ภาวการณ์ถัดมาเมื่อใดเริ่มเข้าสู่ “สัญญาณสีแดง” จะเริ่มมี “อาการฟ้องทางจิต” สมทบเข้ามา สีหน้าหม่นเศร้า ท่าทางอมทุกข์ เกิดภาวะซึมเศร้าทั้งภายนอกและภายในปรากฏชัด ผู้คนรอบข้างเริ่มสังเกตเห็นสีหน้าและท่าทางซึมเศร้าไม่หาย เหมือนคนตกอยู่ในอารมณ์เครียดรุนแรงตลอดเวลา ชอบปลีกวิเวก เหม่อลอย บ่นเพ้อคนเดียว โทษและโกรธเกลียดสังคมหรือคนรอบข้าง รู้สึกไม่ดีกับตัวเอง มีทัศนคติว่าโลกนี้ไม่น่าอยู่ อาการป่วยลักษณะนี้คนรอบข้างต้องรีบช่วยเหลือดูแลโดยด่วน

ปรากฏการณ์ทางอารมณ์ที่กล่าวมา รศ.นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น (Adolescent Medicine) อดีตผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ระบุว่า สัญญาณเตือนสีเหลืองและสีแดงไม่ใช่อาการที่น่ากลัว แต่เป็นปรากฏการณ์ทางอารมณ์ปกติและสามารถรักษาให้หายขาดได้

อย่างที่กล่าวไปว่า ความเครียด หรือภาวะซึมเศร้าไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์มีโอกาสเผชิญได้เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญ คือสภาพแวดล้อม เพื่อน ๆ ที่สนิท คนรัก หรือคนในครอบครัวต้องช่วยกันปลอบใจให้กำลังใจ ซึ่งเป็นปัจจัยแวดล้อมสำคัญเป็นเหมือนฐานที่มั่นให้ผู้ที่เริ่มมีอาการซึมเศร้าเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ที่เรียกว่า “ระบบนิเวศบำบัด” แม้ว่าบางกรณีอาจจำเป็นต้องใช้ “ยา” ช่วยระงับอาการรวนทางร่างกาย แต่เป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายปรับสมดุลสู่สภาวะปกติเท่านั้น  แต่หากใช้ทั้ง “ยา” และ “ระบบนิเวศบำบัด” ควบคู่ไปด้วยกันจะช่วยให้ภาวะเครียดและโรคซึมเศร้าหายรวดเร็วมากขึ้น

ดังนั้น ใครที่อยู่ในโหมดสัญญาณสีเหลืองกับสีแดง และต้องการให้กลับมาอยู่ในโหมดสีเขียว ต้องมีระบบนิเวศบำบัดโดยรอบที่ดี หากระบบนิเวศบำบัดไม่ดี อาทิ  ครอบครัวแตกแยก เด็กที่ไม่ได้รับความสนใจจากครูจะพบสัญญาณความผิดปกติทางอารมณ์ เด็กจะโดดเดี่ยว ยิ่งได้เพื่อนไม่ดี หรือ “โดนเท” ศัพท์ที่วัยรุ่นใช้เรียกคนที่โดนเพื่อนทิ้ง หรือโดนกลั่นแกล้งบนโซเซียลมิเดีย หรือ Cyberbully ซ้ำอีก อาจจะนำไปสู่สภาวะ “Major Depressive disorder” กลายเป็นโรคซึมเศร้าที่ถูกโซเซียลมิเดียเป็นตัวกระตุ้น 

พื้นฐานของระบบนิเวศบำบัดจะมีครอบครัวที่ดี เพื่อนที่ดี รวมทั้งโรงเรียนที่ดี คอยเป็นภูมิคุ้มกันชั้นเลิศ แต่หากระบบนิเวศที่แวดล้อมเด็กพังครืนลงอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้  ดังนั้น “ระบบนิเวศบำบัด” ที่ดีจึงสามารถช่วยรักษาโรคซึมเศร้าได้ในทุกกรณี เช่นเดียวกับปัญหาโรคซึมเศร้าในกลุ่มวัยรุ่น ที่ปัจจุบันเป็นประเด็นกังวลใจของพ่อแม่ผู้ปกครอง เพราะสถิติเด็กวัยรุ่นเป็นโรคซึมเศร้าสูงขึ้น โดยส่วนหนึ่งเกี่ยวโยงกับ “โซเซียลมิเดีย” ที่อาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เด็กเป็นโรคซึมเศร้าตั้งแต่อายุยังน้อยมากขึ้นหรือไม่

คุณหมอสุริยเดว ให้ข้อคิดว่า โซเซียลมิเดียมีอิทธิพลสูงต่ออารมณ์และความคิด เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัวที่อยู่ในโลกแห่งความเป็นจริงห่างเหินกันมากขึ้น จากการที่เด็กเสพติดอยู่แต่ในโลกเสมือนจริงบนโลกออนไลน์ พอมีปัญหาหรือความเครียดมักระบายผ่านโซเซียลมิเดียมากกว่าจะหันหน้ามาพูดคุยกับคนในครอบครัว จนเกิดช่องว่างทางการสื่อสารและความเข้าใจระหว่างกัน จนบางครั้งผู้ใหญ่รีบด่วนสรุปตีความเอาเองว่าเด็กวัยรุ่นขาดทักษะทางความคิดในการแก้ปัญหาชีวิต

ในมุมมองของ รศ.นพ.สุริยเดว เห็นว่า โซเซียลมีเดียเป็นเพียง “ตัวกระตุ้น” ให้เกิดความเครียด หรือซึมเศร้า แต่หากพื้นฐานระบบนิเวศครอบครัว โรงเรียน และกลไกทางสังคมเข้มแข็ง ตั้งแต่ระดับโรงเรียนโดยมีครูที่ดีคอยดูแลเอาใจใส่ เพื่อนในโรงเรียนคอยให้กำลังใจ ไม่แสดงพฤติกรรมกลั่นแกล้งบนโซเซียลมิเดียซ้ำเติม และมีพื้นฐานทางครอบครัวที่อบอุ่น จะทำให้เด็กสามารถก้าวข้ามความเครียดที่เกิดจากการเสพติดโซเซียลมิเดียไปได้

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเด็กจะถูกกลั่นแกล้งทางโซเซียลมิเดีย หรือ Cyberbully ซึ่งเป็นตัวการทำให้เด็กเครียดหรือคิดมาก หรือลามปามไปถึงขั้นคิดสั้นฆ่าตัวตาย แต่ระบบนิเวศบำบัดที่ดีจากระดับครอบครัวจะเป็นรากฐานที่สำคัญในการป้องกันเด็กจากโรคซึมเศร้า หรือปัญหา Cyberbully ได้เป็นอย่างดี

Related

Most View

Recommend