ADVANCESEARCH

รากฐานครอบครัวความเสี่ยงป่วยโรคซึมเศร้า

19.12.2562
3,774
Share

     เมื่อหลายปีก่อนหน้านี้ สังคมไทยถึงกับตกอยู่ในอาการช็อค เมื่อจู่ ๆ “น้องเอิน” กัลยกร นาคสมภพ อดีตนักแสดงและนักร้องสาวสวยที่เคยโด่งดังเป็นพลุแตกในยุค 90 ออกมาเปิดตัวว่า ป่วยเป็น “โรคซึมเศร้า” และมี "ครอบครัว" เป็นต้นเหตุ

     ช่วงเวลานั้นเอินถึงกับวางแผน “ฆ่าตัวตาย” ถึง 2 ครั้ง แต่สุดท้ายยอมไปพบจิตแพทย์เพื่อเข้ารักษาอาการและสามารถกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติ

     เอิน ยอมรับว่าในช่วงเวลานั้นได้ “ปกปิด” อาการป่วยโรคซึมเศร้าไว้เป็นความลับ แม้แต่พ่อแม่หรือคนรอบข้างก็ไม่เอะใจ ทุกคนคิดว่าเป็นแค่ปัญหาทางอารมณ์ที่วูบวาบตามประสาผู้หญิง รวมถึงตัวเอนก็เพิ่งรู้ตัวว่าเป็นโรคซึมเศร้าเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง จึงไปพบจิตแพทย์ และพบว่าสาเหตุของโรคซึมเศร้ามาจากการสะสมความเครียดเรื้อรังมาตั้งแต่วัยเด็ก

     ความเครียดที่ว่าเป็นเพราะเอินเติบโตมาจากครอบครัวที่เพียบพร้อม พ่อแม่คาดหวังในตัวลูกสูง ลูกต้องสมบูรณ์แบบ จนกลายเป็นแรงกดดันมากว่าความรักความหวังดีที่พ่อแม่มีให้ ชีวิตวัยเด็กของเธอจึงถูกห้อมล้อมไปแรงกดดัน บีบคั้น จนรู้สึกว่าความเครียดเป็นเรื่องปกติธรรมดาในชีวิต 

     เอินบอกว่าในวัยเด็กเธอไม่มีความสุข ทุกครั้งที่พ่อกับแม่ทะเลาะกัน มักจะเรียกเธอมานั่งถามต่อหน้าว่า ลูกจะอยู่กับใคร? แม้แต่เรื่องเรียน เรื่องงาน พ่อแม่ก็มีความคาดหวังสูงมากว่าลูกจะต้องเป็นคนเก่งเท่านั้น สมัยเด็กแค่ท่องศัพท์หรือสูตรคูณผิด จะถูกตีทันที จึงทำให้เกิดความรู้สึกเก็บกดในใจว่า ถ้าอยากให้พ่อแม่รักต้องทำตัวให้เก่งอยู่เสมอ!

     “เคยมีความรู้สึกที่ไม่อยากจะอยู่บนโลกใบนี้อีกแล้ว เพราะไม่มีใครเข้าใจ รู้สึกโดดเดี่ยว ถ้าอยู่กับครอบครัวต่อไปจะฆ่าตัวตายแน่ ๆ เพราะเวลาอยู่กับพ่อแม่เกิดความรู้สึกตอกย้ำในใจว่าเราไม่มีคุณค่า เป็นสิ่งที่ยากมาก ที่สังคมภายนอกจะเข้าใจ เพราะเมื่อคุณเป็นลูก คุณต้องกตัญญูกับพ่อแม่ แต่เราคิดว่าเราอยู่ด้วยไม่ไหวแล้ว จึงก้าวออกมาจากครอบครัว”  เธอเล่าถึงช่วงนาทีชีวิตที่ตัดสินใจหักดิบเดินถอยออกจากครอบครัวมาอยู่ตัวคนเดียว

     เธอเสียใจไม่น้อยที่ตัดสินใจเลิกคบพ่อแม่ เพราะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด และไม่อยากแนะนำให้น้อง ๆ ที่กำลังเผชิญปัญหา หรือป่วยโรคซึมเศร้าทำตาม หากต้องตกอยู่สภาพแวดล้อมเช่นเดียวกับเธอ ในกรณีของเอินในเวลานั้นครอบครัวไม่เปิดใจ รับไม่ได้ที่จะพาลูกไปพบจิตแพทย์ ขณะที่ตัวเธอเองก็คิดไปว่าอาการที่เป็นอยู่เป็นแค่ความเครียดปกติ เป็นปัญหาทางอารมณ์ ไม่ใช่โรค

     แต่ถ้าวันนี้ใครรู้ตัวว่าป่วย เธอแนะนำว่า ต้องกล้าไปพบแพทย์ และรับยา เพราะโรคซึมเศร้าไม่ใช่โรคที่น่าอับอายน่ารังเกียจอีกต่อไป ยิ่งไม่ไปพบแพทย์ตั้งแต่วัยเด็ก ยิ่งส่งผลร้ายต่อการเติบโตทางอารมณ์ เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นการจัดการอารมณ์และความรู้สึกจะยิ่งยากลำบาก เพราะเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต  

     “ยิ่งในตอนมีชื่อเสียงเป็นนักร้องนักแสดง ยิ่งมีความกดดันสูงมาก มักคิดย้ำเตือนตัวเองเสมอว่า เรายังทำไม่ดีพอ คิดซ้ำ ๆ แบบนี้ตลอดเวลา ช่วงนั้นอารมณ์อ่อนไหวเปราะบางมาก แค่เปิดหน้าต่างเห็นฟ้าหม่น ๆ ก็รู้สึกเหงาเศร้าขึ้นมาทันที หรือคำพูดเพียงไม่กี่คำทำให้เศร้าร้องไห้แบบไม่รู้ตัว

     “ยิ่งความรู้สึกด้านความสัมพันธ์ระหว่างตัวเองกับคนอื่น ๆ จะอ่อนไหวสูง โดยเฉพาะ พ่อแม่ หรือแฟน แค่คำพูดสะกิดใจเล็ก ๆ แค่คำว่า ‘ไม่มีใครเข้าใจเธอหรอก’ อาจทำให้เราคิดสั้นได้  ใครไม่เคยเป็นโรคนี้ไม่เข้าใจหรอกว่า โรคนี้ดูดพลังงานชีวิตมากขนาดไหน เคยนอนนานมาก ๆ นอนแบบไม่อยากตื่น อาการหนักมากถึงขนาดไม่ไปทำงาน จนแยกไม่ออกว่า ขี้เกียจ หรืออาการป่วยจากโรคซึมเศร้ากันแน่ กลายเป็นเส้นแบ่งบาง ๆ ที่คนรอบข้างไม่เข้าใจ” เธอเล่าช่วงชีวิตที่สุดแสนทรมาน

     ประสบการณ์ของเอิน ทำให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่าง “โรคซึมเศร้า” กับ “เครียด” บางเบามากราวม่านหมอกที่แทบแยกกันไม่ออก  แต่ในมุมของแพทย์ นพ.ประเวช ตันติพิวัฒนสกุล จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอดีตผู้ทรงคุณวุฒิจากกรมสุขภาพจิต ได้แนะนำวิธีการสังเกตอาการเข้าข่ายโรคซึมเศร้าอย่างสนใจ ดังนี้

  1. ป่วยทางกายโดยไม่รู้สาเหตุ
  2. พฤติกรรมชีวิตประจำวันเปลี่ยนแปลงไปผิดปกติ เช่น กินไม่ได้ นอนไม่หลับ หรือนอนหลับแบบนานเกินคนปกติ
  3. วิธีคิดขัดแย้งในตัวเองตลอดเวลา เศร้า หรือท้อแท้โกรธเกลียดดูถูกตัวเอง
  4. อารมณ์อ่อนไหวสวิงรุนแรง

     “เคสน้องเอินน่าเห็นใจ คือ ตัวเองเป็นลูกไม่ควรพูดอะไรไม่ดีต่อพ่อแม่ ขณะเดียวกันต้องจัดการความทุกข์ตัวเอง และต้องกตัญญูในฐานะลูก แต่เมื่อพ่อแม่  คือปมการฆ่าตัวตาย จึงทำให้เด็กถูกท่วมไปด้วยความเคียด ดังนั้นเจ้าตัวต้องประเมินเองว่า จะถอยออกมา หรือก้าวต่อไป”  คุณหมอประเวช กล่าวถึงปมความเครียดเรื้อรังของเอินตั้งแต่วัยเด็ก

     “อาการระหว่างโรคซึมเศร้ากับความเครียด ต่างกันตรงความรู้สึก เครียดจะมีอาการฟ้องทางกายออกมาให้คนรอบข้างเห็นถึงความผิดสังเกต และสักระยะหนึ่งร่างกายและจิตใจจะปรับสมดุลกลับมาร่าเริงเป็นปกติ  แต่คนที่เสี่ยงหรือมีแววว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า เบื้องต้นจะมีความรู้สึกดูถูกตัวเองอย่างรุนแรง เกิดเป็นความเครียดเรื้อรัง จนส่งผลกระทบต่อระบบสมอง และร่างกายเกิดอาการรวน ชนิดที่เรียกว่า กิน หรือนอนไม่ได้ จนลามไปสู่ความจำเสื่อมไปทั้งระบบ”

     ต้นเหตุมาจากหลายปัจจัย ส่วนใหญ่เกิดจากประสบการณ์ในวัยเด็กจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการรับมือทางอารมณ์ เมื่อโตขึ้นจะมีวิธีการหรือประสบการณ์ในการรับมือกับความรู้สึกผิดหวังต่างไปจากเด็กที่ได้รับความรักจากพ่อแม่ทั่วไป ดังนั้นเด็กเหล่านี้จะมีความรู้สึกไวมาก หรือต้องการความรักสูงมาก หรือ Sensitive ต่อความรักและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล  

     ยิ่งเมื่อโตขึ้นมาเจอ “ตัวกระตุ้น” หรือประสบการณ์ทางอารมณ์แบบบีบคั้น จะยิ่งทำให้การดำเนินชีวิตเป็นไปด้วยความยากลำบาก  จนในที่สุดชีวิตปกติดิ่งลง ทำให้ระบบชีวภาพของร่างกายฟื้นตัวเองกลับมาไม่ได้ ทำให้ร่างกายอ่อนแอเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย เพราะฮอร์โมนร่างกายเปลี่ยน ต้นเหตุ คือความเครียดสะสมทำให้ระบบร่างกายรวน

     สุดท้ายต้องทานยา ซึ่งเป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งที่จะทำให้อาการเสียศูนย์กลับสู่ภาวะปกติ ยาจะช่วยนำร่องระบบชีวภาพทางสมองและร่างกายให้กลับเข้าที่ แต่ที่เหลือเจ้าของชีวิตต้องเรียนรู้ในการจัดการตัวเอง 

     คุณหมอบอกว่า ปัจจุบันมีเด็กตกอยู่ภายใต้ภาวะกดดันจากครอบครัวจำนวนมาก เช่นกรณีเดียวกับเอิน ดังนั้นรากฐานของครอบครัวเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้เด็กเสี่ยงเป็นโรคซึมเศร้าสูงมาก  ยิ่งกระแสการเปลี่ยนแปลงในสื่อสังคมออนไลน์เป็นอีกปัจจัยเสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคซึมเศร้า ทั้งเด็ก และผู้ใหญ่สุ่มเสี่ยงพอ ๆ กัน เพราะโซเซียลมิเดียได้เข้ามาทำลายปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างพ่อแม่และลูกให้เปลี่ยนแปลงไป

     เริ่มจากพัฒนาการทางสมองและอารมณ์เด็กรับรู้จากสมาร์ทโฟนมากกว่า “สื่อภาษากาย” จากความรักความอบอุ่นจากอ้อมกอดพ่อแม่ นับวันการให้ความรักหรือการดูแลห่างเหินมากขึ้น เมื่อเด็กเติบโตขึ้นจะไม่มีทักษะการเข้าสังคม และเข้าใจอารมณ์ตัวเอง เนื่องจากพัฒนาการทางอารมณ์ไม่เติบโต เพราะติดโซเซียลมิเดียงอมแงม 

     ยิ่งปัจจุบันความเป็นชุมชนถอยห่าง การเกื้อกูลกันซึ่งกันและกันแทบไม่มีเหลือ แม้แต่เพื่อนบ้านติดกันยังไม่รู้จักกัน นับวันโซเซียลมีเดียทำให้คนไทยเข้าสู่ยุคสังคมก้มหน้า อยู่แต่ในโลกส่วนตัว พอเกิดความเครียดจึงไม่อาจรับมือ หรือหันหน้าพึ่งใครได้ กลายเป็นความเครียดสะสมเรื้อรังเรื่อย ๆ ท้ายที่สุดเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่รู้ตัว

     ดังนั้น ชีวิตดีเริ่มที่เรา ควรหยุดเสพติดโซเซียลมิเดียออกจากโลกมายาที่เต็มไปด้วยการโอ่อวดเปรียบเทียบ แล้วหันมาสื่อสารภาษากาย ด้วยการให้ความรักความเข้าใจซึ่งกันระหว่างกันมากขึ้น อนาคตคนไทยจะได้ไม่ต้องเผชิญปัญหาโรคซึมเศร้าอีกต่อไป

Related

Most View

Recommend