ADVANCESEARCH

องค์การอนามัยโลกเปิด 10 ภัยคุกคามสุขภาพในปี 2562

20.12.2562
3,226
Share

      รายงานการสำรวจสถานการณ์สาธารณสุขโลกขององค์การอนามัยโลก (WHO) พบว่า ในรอบปีที่ผ่านมา ประชากรหลายพันล้านคนทั่วโลกยังคงเผชิญกับ 10 ปัญหาที่คุกคามสุขภาพของพวกเขา ไล่ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน อย่างโรคหัดและโรคคอตีบ ไปจนถึงภาวะดื้อยา โรคอ้วนและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก

เพื่อต่อสู้กับภัยคุกคามทางสุขภาพเหล่านี้ WHO ได้ร่างแผนยุทธศาสตร์ 5 ปีขององค์กรขึ้นมา โดยมีเป้าหมายเพื่อลดความรุนแรงของปัญหาสาธารณสุขโลก 10 เรื่อง และทำให้ประชากรโลกอย่างน้อย 1,000 ล้านคนได้รับการคุ้มครองสุขภาพและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นภายในปี พ.ศ. 2567

10 ภัยคุกคามต่อระบบสาธารณสุขโลกในปี 2562 ที่ WHO ระบุเอาไว้ในรายงาน มีดังนี้

1.มลพิษทางอากาศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ในปี 2562 นี้องค์การอนามัยโลกระบุให้มลพิษทางอากาศคือภัยจากสิ่งแวดล้อมที่นำมาสู่ปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่ง ข้อมูลของ WHO ระบุว่า 9 ใน 10 คนบนโลกต้องเผชิญกับมลพิษทางอากาศทุกวัน นอกจากนี้มลพิษทางอากาศยังเป็นต้นเหตุของโรคทางเดินหายใจ ปอด หัวใจและสมองที่ฆ่าชีวิตมนุษย์กว่า 7 ล้านคนต่อปีอีกด้วย

สาเหตุหลักของการเกิดมลพิษทางอากาศนั้น มาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก และ 90% ของผู้เสียชีวิตอาศัยอยู่ในประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปจนถึงรายได้ต่ำ

องค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่าระหว่างปี พ.ศ. 2573 จนถึงปี พ.ศ. 2593 จะมีประชากรเสียชีวิตด้วยโรคที่มีสาเหตุจากมลพิษทางอากาศและอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นมากขึ้นถึงปีละ 250,000 คน



2.โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs (Noncommunicable diseases)
ปัจจุบัน โรค NCDs เช่น เบาหวาน มะเร็งและหัวใจ เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนกว่า 41 ล้านคนทั่วโลกในแต่ละปีหรือคิดเป็น 70% ของการเสียชีวิตทั้งหมดของประชากรโลก โดย 5 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรค NCDs คือ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ออกกำลังกาย ทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์และได้รับมลพิษทางอากาศ

องค์การอนามัยโลกยังรายงานว่า การใช้ชีวิตด้วยปัจจัยเสี่ยงข้างต้นสามารถนำมาสู่ความป่วยไข้ทางจิตได้ โดยครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทางจิตนั้นเริ่มต้นตั้งแต่อายุ 14 ปี ทั้งนี้ส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการวินิจฉัยหรือรักษาอย่างทันท่วงที การฆ่าตัวตายจึงกลายเป็นสาเหตุการเสียชีวิตเป็นอันดับที่ 2 และส่วนใหญ่พบว่าอยู่ในช่วงอายุ 15-19 ปี

ในปีที่ผ่านมา WHO ได้ทำงานร่วมกับรัฐบาลในหลายประเทศผลักดันโครงการที่ชื่อว่า ACTIVE ซึ่งส่งเสริมให้คนหันมาออกกำลังกายมากขึ้น โดยโครงการนี้มีเป้าหมายเพิ่มจำนวนคนที่ออกกำลังกายทั่วโลกขึ้น 15% ภายในปี พ.ศ. 2573

3.การระบาดของไข้หวัดใหญ่
WHO ระบุว่า โลกกำลังมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการแพร่ระบาดครั้งใหญ่ของเชื้อไข้หวัดใหญ่อีกครั้ง แต่ความน่ากลัวของการเกิดไข้หวัดใหญ่ก็คือ เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะระบาดอีกตอนไหนและจะรับมือได้อย่างไร เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์อยู่ตลอดเวลา

ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกได้ติดตามและเฝ้าระวังเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ซึ่งกำลังอยู่ในการวิจัยทั้งหมด 153 สถาบันจาก 114 ประเทศ

ทุกๆ ปี WHO จะออกคำแนะนำว่าเชื้อที่เกิดใหม่ตัวใดควรถูกบรรจุอยู่ในรายการวัคซีนป้องกันหวัดเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด ในกรณีที่เกิดการระบาดแล้ว WHO จะร่วมมือกับพันธมิตรและหน่วยงานต่างๆ เพื่อควบคุม ทำการรักษาและจัดทำวัคซีนป้องให้เร็วที่สุด โดยปัญหาที่เกิดขึ้นมักจะอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา

4.ที่อยู่อาศัยที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้ออำนวย
ปัจจุบันประชากรมากกว่า 1,600 ล้านคน หรือ 22% ของประชากรทั่วโลกอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมและไม่เอื้ออำนวย เช่น แออัดเกินไป แห้งแล้งจัดหรืออยู่ในวิกฤตสงคราม ซึ่งส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงการบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานได้

คนที่ต้องอาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้มีอยู่ทุกภูมิภาคของโลก กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือเด็กและแม่เด็ก ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากระบบสาธารณสุขที่เหมาะสม ทั้งนี้ WHO ระบุว่าจะเดินหน้าร่วมมือกับประเทศเหล่านี้ต่อไป เพื่อพัฒนาระบบสาธารณสุขให้ได้มาตรฐานและให้ทุกคนเข้าถึงได้



5.การดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial resistance)
การพัฒนายาปฏิชีวนะ ยาต้านไวรัสและยารักษามาเลเรียนับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของวงการแพทย์สมัยใหม่ แต่เวลาของยาเหล่านี้กำลังจะหมดลงจากปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพ ซึ่งเกิดจากการที่เชื้อไวรัส แบคทีเรีย ปรสิตและเชื้อราต่างๆ พัฒนาตัวเองจนต้านทานยารักษาได้

WHO ระบุว่า ปัญหาการดื้อยานี้อาจจะทำให้โลกต้องกลับสู่ยุคที่การรักษาโรค อย่าง วัณโรค ปอดบวม หนองในและโรคซาลโมเนลโลสิส เป็นเรื่องที่ยากลำบาก

ภาวะการดื้อยาจะทำให้การรักษาโรคที่มีผู้ป่วยราว 10 ล้านคนต่อปีและมีผู้เสียชีวิต 1.6 ล้านคนต่อปี อย่างวัณโรคเกิดอุปสรรคและทำให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นในอนาคต ในปี 2560 WHO พบว่ามีการดื้อยาวัณโรคเกิดขึ้นกับผู้ป่วยราว 600,000 คน

การใช้ยาเกินจำเป็นในคนรวมถึงการใช้ยาปริมาณมากในสัตว์ที่นำมาเป็นอาหารมนุษย์โดยอุตสาหกรรมผลิตอาหารเป็นสาเหตุหลักของภาวะดื้อยา โดย WHO กำลังทำงานร่วมกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อให้ความรู้และสร้างความตระหนักถึงความรุนแรงปัญหาการดื้อยา

6.อีโบลาและเชื้อโรคอันตรายอื่นๆ

ในปี 2561 โรคอีโบลา (Ebola) ได้ระบาดไปทั่วสาธารณรัฐคองโกส่งผลให้มีผู้ติดเชื้อมากถึง 1 ล้านคน จากเหตุการณ์ดังกล่าว โรคอีโบลาได้กลับมาเป็นข้อถกเถียงอีกครั้งต่อวิธีการรับมือในชนบท เมื่อแนวทางการปฏิบัติในเขตเมืองไม่สามารถนำมาใช้ในพื้นที่เหล่านี้ได้ โดยในปี 2562 ทางองค์การอนามัยโลกได้ออกแบบแผนการเพื่อเตรียมพร้อมต่อกรณีฉุกเฉินจากเชื้อโรคอันตรายต่างๆ

นอกจากนั้น เชื้อโรคอื่นๆ ที่องค์การอนามัยโลกกำลังเฝ้าระวังและอยู่ในขั้นตอนการวิจัยทางการแพทย์ในขณะนี้ ได้แก่ อีโบลา, ไข้เลือดออกชนิดต่างๆ (hemorrhagic fevers), โรคไข้ซิก้า (Zika), โรคสมองอักเสบนิปาห์ (Nipah), กลุ่มอาการโรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง (Middle East respiratory syndrome coronavirus: MERS-CoV), โรคซาร์ส (Severe Acute Respiratory Syndrome :SARS) และ disease X โรคใหม่ที่ยังไม่มียารักษาและหนทางในการป้องกันใดๆ

7.บริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิที่ไม่ได้มาตรฐาน
บริการสาธารณสุขในระดับปฐมภูมิหรือการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานถือเป็นจุดแรกที่จะเชื่อมต่อประชาชนให้เข้าถึงระบบสาธารณสุขต่างๆ ตามมา ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องครอบคลุมและเข้าถึงง่ายทั้งในด้านสถานที่และค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ดี จากรายงานของ WHO พบว่า ยังมีบางประเทศรายได้ปานกลางและรายได้ต่ำที่ยังไม่สามารถจัดหาบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนได้ สืบเนื่องจากขาดอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมถึงบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ

8.การปฏิเสธวัคซีน (Vaccine hesitancy)
วัคซีนช่วยป้องกันโรคภัยต่างๆ หลีกเสี่ยงสาเหตุการเสียชีวิตของมนุษย์ได้มากถึง 2-3 ล้านคนในแต่ละปีและอาจเพิ่มขึ้นเป็น 4.5 ล้านคน หากวัคซีนในปัจจุบันมีพัฒนาการที่ล้ำหน้ามีคุณภาพและประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกว่าเดิม

อย่างไรก็ดี การลังเลและปฏิเสธที่จะรับวัคซีนในสังคมยุคใหม่กลับเพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกทั้งยังมีหลากหลายเหตุผล เช่น ความนิ่งนอนใจ การเพิกเฉยของผู้คนหรือไม่มั่นใจในความสามารถและประสิทธิภาพในระบบสาธารณสุขในพื้นที่ที่ตัวเองอาศัยอยู่ เป็นต้น

ล่าสุด โรคหัดที่มีวิธีการรักษาให้หายขาดแล้วกลับพบว่ามีประชาชนเป็นโรคดังกล่าวเพิ่มขึ้น 30% ทั่วโลก โดยมีสาเหตุจากการลังเลและปฏิเสธที่จะรับวัคซีน WHO ระบุว่า แนวทางการแก้ปัญหาคือการเข้าถึง การให้องค์ความรู้และการสร้างความมั่นใจจากบุคลากรด้านสาธารณสุขให้กับประชากรกลุ่มนี้อย่างทั่วถึง

9.โรคไข้เลือดออกหรือไข้เดงกี (dengue virus)
โรคไข้เลือดออกที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี โดยมียุงเป็นพาหนะ ในแต่ละปีมีผู้ติดเชื้อจากไวรัสเดงกีมากถึง 390 ล้านคน และมีประชากรมากกว่า 40% ทั่วโลกที่มีความเสี่ยงจะติดเชื้อโรคดังกล่าว โดยประเทศที่มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวมากที่สุดคือ ประเทศบังกลาเทศและอินเดีย อย่างไรก็ดี องค์การอนามัยโลกตั้งเป้าว่าจะต้องลดจำนวนผู้เสียชีวิตให้ได้ 50% ภายในปี พ.ศ. 2563


10.เชื้อเอชไอวี (HIV)
แม้ปัจจุบันแนวทางในการรักษา HIV จะมีประสิทธิภาพและก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ แต่ WHO กลับชี้ว่ายังมีประชากรโลกมากถึง 37 ล้านคนต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเชื้อดังกล่าว แม้ว่าผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่คือกลุ่มคนที่ขายบริการทางเพศ ผู้ต้องขังในเรือนจำและกลุ่มชายรักร่วมเพศ แต่กลับมีแนวโน้มว่าเด็กและผู้หญิงในแถบประเทศแอฟริกา อายุตั้งแต่ 15 – 24 ปี นั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อ HIV มากขึ้น

โดยในปีนี้องค์การอนามัยโลกตั้งเป้าว่าจะสนับสนุนวิธีการตรวจสอบเชื้อ HIV ด้วยตัวเองผ่านความร่วมมือกับรัฐบาลในแถบประเทศดังกล่าวให้มากขึ้น เพื่อให้ประชาชนได้รับรู้ถึงสถานะและหาวิธีในการป้องกันและรักษาตามลำดับต่อไป

Related

Most View

Recommend