ADVANCESEARCH

เคล็ดลับจากจิตแพทย์ ดูแลสุขภาพจิตและคนในครอบครัวช่วงกักตัวอยู่บ้าน

09.04.2563
134
Share

HIGHLIGHT

  • เริ่มดูแลจิตใจตัวเองและคนใกล้ชิดก่อน ด้วยการปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตประจำวันจากการต้องกักบริเวณอยู่กับบ้าน
  • กลุ่มคนที่ต้องทำงานอยู่กับบ้าน ไม่น่าห่วงเท่ากับกลุ่มคนที่ “ตกงาน” หรือ “ว่างงาน” เพราะมีความเครียดเป็นทุนเดิม ทั้งปัญหาหนี้สินและรายจ่ายที่รุมเร้า
  • ช่วงเวลาที่อยู่กับบ้านต้องทำให้เวลามีค่าที่สุด ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ หาช่องทางอาชีพใหม่ ๆ พร้อม ๆ กับค้นคว้าหาข้อมูลด้านความช่วยเหลือทุกทางจากภาครัฐ
  • เสพสื่ออย่างมีสติ และใช้ความระมัดระวัง การเสพข้อมูลข่าวสารมากจนเกินไปอาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดความเครียด คิดมาก วิตกกังวล หวาดกลัว หรือตื่นตระหนกโดยไม่รู้ตัว

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ทำให้การดำรงชีวิตของประชาชนอยู่ในภาวะยากลำบาก เพราะจำนวนหนึ่งต้องทำงานที่บ้าน ใครยังต้องออกจากบ้านไปทำงานหรือออกไปจับจ่ายซื้อของจำเป็นก็มักมีอาการหวาดผวากลัวติดเชื้อไวรัส

เรียกได้ว่าแต่ละคนอยู่ในอาการ “จิตตก” กับสถานการณ์ไวรัสที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า จึงวิตกว่าตัวเองจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไป

อย่างไรก็ตาม การเว้นระยะห่างจากบุคคลอื่นด้วยการเก็บตัวอยู่กับบ้านถือเป็นวิธีปลอดภัยจากเชื้อโรคมากที่สุด แต่หลายคนก็เกิดอาการ “ฟุ้งซ่าน” อึดอัด เพราะไม่เคยชินกับการทำงานอยู่กับบ้านทั้งวัน หรือบางคนอาจถูกสถานการณ์โควิดซ้ำเติม เพราะตกงานและขาดรายได้อยู่แล้ว เงินเก็บก็ร่อยหรอ การออกไปหางานนอกบ้านก็ทำได้ลำบากมากขึ้น ส่งผลให้จิตใจหดหู่ เบื่อหน่าย กลายเป็นคนหม่นเศร้า ซึ่งจำนวนไม่น้อยต้องตัดขาดจากญาติมิตร กระทั่งเพื่อนฝูงโดยไม่รู้ได้ว่าจะผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19 ไปได้เมื่อใด

ท่ามกลางอาการจิตตกปกคลุมไปทั่วสารทิศทางด้าน ผศ.นพ.คมสันต์  เกียรติรุ่งฤทธิ์  สาขาวิชาจิตเวชศาสตร์เด็กและวัยรุ่น ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล มีเคล็ดลับดี  ๆ มาแนะนำการดูแลสุขภาพจิตและคนในครอบครัวให้ผ่านช่วงนี้ไปให้ได้

สิ่งสำคัญอันดับแรกที่คุณหมอคมสันต์ แนะนำคือทุกครอบครัวต้องเริ่มดูแลจิตใจตัวเองและคนใกล้ชิดก่อน ด้วยการปรับเปลี่ยนการดำรงชีวิตประจำวันจากการต้องกักบริเวณอยู่กับบ้าน เบื้องต้นต้องหมั่นตรวจสอบสุขภาพจิตตนเอง หากเกิดความเครียดต้องรู้ตัวก่อนว่าเครียดจากสาเหตุใด จะแก้ปัญหาอย่างไร และจะปรับตัวเพื่อให้สามารถดำรงชีวิตในช่วงวิกฤตไปได้อย่างไร

ตัวอย่างเช่น กลุ่มคนที่ต้องทำงานอยู่กับบ้าน หรือ Work from Home กลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเครียดหรือกังวลใจเรื่องภาระค่าใช้จ่ายและรายได้ เพราะยังมีงานทำเพียงแค่เปลี่ยนสถานที่มาทำที่บ้านแทน จะมีบ้างก็คือการปรับตัวใช้ชีวิตกับการอยู่บ้านตลอด 24 ชั่วโมง ให้เป็นเรื่องปกติ เช่น เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ และใช้เวลากับการดูแลเอาใจใส่คนในครอบครัวให้มากขึ้น

กรณีนี้คุณหมอบอกว่ามิใช่ทำงานอยู่กับบ้านแล้วจะนอนดึกตื่นสายเมื่อไรก็ได้ หรือหันไปสูบบุหรี่ดื่มสุรามากกว่าปกติ โดยอ้างว่ามีเวลาว่างมาก แต่ควรใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ด้วยการค้นคว้าหาข้อมูลหาความรู้ในการใช้เทคโนโลยีเพิ่มเติมเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกหรือมีความสุขในการทำงาน เช่น การประชุมทางอินเตอร์เน็ต ฯลฯ 

กลุ่มคนที่ต้องทำงานอยู่กับบ้าน ไม่น่าห่วงเท่ากับกลุ่มคนที่ “ตกงาน” หรือ “ว่างงาน” เพราะมีความเครียดเป็นทุนเดิม ทั้งปัญหาหนี้สินและรายจ่ายที่รุมเร้า ผศ.นพ.คมสันต์ แนะนำว่า เบื้องต้นต้องวางแผนการแก้ปัญหาชีวิตใหม่ตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วยการใช้ช่วงเวลานี้ “พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส” พัฒนาทักษะตัวเอง เตรียมความพร้อมหรือหาช่องทางไว้รองรับ หากวิกฤตผ่านพ้นไปจะสามารถกลับมาทำงานใหม่ได้

ดังนั้นช่วงเวลาที่อยู่กับบ้านต้องทำให้เวลามีค่าที่สุด ไม่ปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ รวมถึงหาช่องทางอาชีพใหม่ ๆ พร้อม ๆ กับค้นคว้าหาข้อมูลด้านความช่วยเหลือทุกทางจากภาครัฐ โดยเฉพาะเงินเยียวยาที่จะนำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการฝ่าวิกฤตในระยะเวลานี้

อย่างไรก็ดี ปฏิเสธไม่ได้ว่ากว่าจะผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายไปได้นั้นย่อมบอบช้ำระกำใจ ดังนั้นแต่ละคนจำเป็นต้องใส่ใจต่อการบำบัดหรือเยียวยาจิตใจ ซึ่งข้อแรกที่คุณหมอแนะนำคือ

ดูแลจิตใจตัวเองไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน หากรู้สึกต้องทนอยู่กับบ้าน ควรหาเวลาทำงานอดิเรกเพื่อให้รู้สึกมีความสุข ผ่อนคลาย และช่วยเพิ่มปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนในครอบครัว แต่ควรเลือกงานอดิเรกที่ตัวเองถนัดหรือมีทักษะพิเศษ หรือสามารถทำเป็นอาชีพเสริม หรืออาชีพหลักในอนาคตได้ก็จะยิ่งดี

ยกตัวอย่างเช่น การฝึกทำอาหาร การวาดรูประบายสี การถ่ายภาพ หรือฝึกขายของออนไลน์ การเข้าไปเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือองค์กรการกุศล รวมทั้งการช่วยเหลือสังคมด้านต่าง ๆ  อาทิ ทำเจลล้างมือ การผลิตหน้ากากผ้า การทำอาหารกล่อง ขับรถส่งอาหารให้กับบุคคลากรทางการแพทย์ตามโรงพยาบาลต่าง ๆ งานอดิเรกเหล่านี้สามารถช่วยลดความเครียดความฟุ้งซ่านลงได้ แถมยังได้ช่วยเหลือสังคมอีกด้วย

เสพสื่ออย่างมีสติ และใช้ความระมัดระวัง การเสพข้อมูลข่าวสารมากจนเกินไปอาจมีส่วนกระตุ้นให้เกิดความเครียด คิดมาก วิตกกังวล หวาดกลัว หรือตื่นตระหนกโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นในสถานการณ์ตึงเครียดจำเป็นต้องเลือกบริโภคข่าวสารที่เป็นทางการเท่านั้น อาทิ แหล่งข่าวจากโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญที่มีตัวตนชัดเจน หรือหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบการรับมือสถานการณ์โควิด-19 โดยตรง

โดยเฉพาะการเสพสื่อสังคมออนไลน์ควรเลือกรับสื่อที่หลากหลาย ไม่ควรหลงเชื่อข่าวปลอม (Fakenews) ต้องคิดวิเคราะห์ก่อนแชร์ข้อมูลข่าวสารทุกครั้ง เพราะการส่งต่อข้อมูลที่บิดเบือนจะยิ่งสร้างความตื่นตระหนกหรือซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายมากยิ่งขึ้น

ใช้ชีวิตแบบปกติ นั่นหมายถึง เคยปฏิบัติอย่างไรก็ควรทำแบบเดิม ไม่ใช่อ้างความเครียดแล้วหันไปดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ แต่ควรใช้เวลาว่างออกกำลังกาย บริโภคอาหารตรงเวลาและครบ 5 หมู่ เพราะร่างกายที่แข็งแรงและจิตใจเข้มแข็งจะเป็นผลดีกับการต่อสู้รับมือวิกฤตโรคระบาดให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

ท้ายสุด ผศ.นพ.คมสันต์ ต้องการให้ทุกคนเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการดูแลเอาใจใส่คนในครอบครัวให้มากขึ้น เพราะโอกาสในการอยู่กับครอบครอบครัวไม่ได้มีมากเช่นในช่วงสถานการณ์ปกติ จึงควรหากิจกรรมทำร่วมกันภายในบ้าน และใช้ความสัมพันธ์ที่ดีช่วยสร้างสถาบันครอบครัวให้เข้มแข็ง เพื่อร่วมกันฟันฝ่าให้ผ่านพ้นวิกฤตไปด้วยกัน

Related

Most View

Recommend