ADVANCESEARCH

7 วิธีเตรียมลูกให้พร้อมก่อนใช้โซเชียลมีเดีย

07.04.2564
40
Share

Highlight

  • วัยรุ่นบางรายต้องตกงานหรือถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย จากการโพสต์ข้อความเหยียดเชื้อชาติหรือรสนิยมทางเพศ
  • ก่อนที่จะให้บุตรหลานใช้โซเชียลมีเดีย นอกจากการตั้งกฎเรื่องอายุแล้ว ควรสอนให้รู้ว่าอะไรควรพูดและไม่ควรพูด
  • โซเชียลมีเดียก็เหมือนกับสวนสาธารณะ สิ่งที่คุณพูดและทำจะถูกจับตาจากทุกคน และคน ๆ นั้นอาจเป็นเจ้านายของคุณในอนาคต
  • ถ้าคุณเป็นพ่อแม่และเห็นว่าลูกโพสต์สิ่งที่ทำร้ายและเป็นอันตรายต่อผู้อื่น ไม่ควรรอช้า ตกลงกับลูกให้ชัดว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร และจะทำอย่างไรไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย

ชีวิตของแอเลซี แมคแคมอนด์ (Alexi McCammond) กำลังจะไปได้สวย เมื่อเธอได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าบรรณาธิการคนใหม่ของนิตยสารออนไลน์ชื่อดังด้านแฟชั่นและบันเทิง “Teen Vogue” แต่จู่ ๆ ก็ต้องเจอกับการต่อต้าน หลังจากมีคนขุดทวีตเหยียดเชื้อชาติและแสดงความรังเกียจเพศทางเลือกหลายครั้งในช่วงวัยรุ่น ทำให้เธอต้องพ้นจากตำแหน่งอย่างรวดเร็วแบบที่เก้าอี้ยังไม่ทันอุ่น

เรื่องนี้เป็นกรณีอื้อฉาวที่คนนอกวงการแฟชั่นและวงการบันเทิงก็ยังสนใจ แต่กลุ่มที่น่าจะกังวลมากที่สุดคือพ่อแม่ผู้ปกครองที่กลัวว่าลูก ๆ ของอาจจะทำอะไรไม่ยั้งคิดผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กจนกระทบต่ออนาคตของพวกเขาในวันข้างหน้าเหมือนอย่างแอเลซี แมคแคมอนด์ เพราะมีกรณีวัยรุ่นบางคนต้องตกงานหรือถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย จากการโพสต์ข้อความที่ขาดการไตร่ตรอง อย่างการเหยียดเชื้อชาติหรือรสนิยมทางเพศ

เป็นที่ชัดเจนว่าเด็กและวัยรุ่นจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการสื่อสารผ่านออนไลน์อย่างปลอดภัยและเป็นมืออาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมใช้โทรศัพท์เล่นโซเชียลมีเดียมากกว่ากิจกรรมอื่น ๆ มีวัยรุ่นถึง 95% ที่สามารถเข้าถึงสมาร์ทโฟน จากการสำรวจในปี 2564 โดยบริษัทด้านการศึกษาและอาชีพ Kaplan พบว่า 65% ของเจ้าหน้าที่รับสมัครนักศึกษามหาวิทยาลัยบอกว่า "ไม่เห็นว่าปัญหาโซเชียลมีเดียจะเป็นปัจจัยในการรับสมัคร" แต่อีก 58% บอกว่า “สิ่งที่พบในโปรไฟล์โซเชียลมีเดียของนักศึกษามีผลกระทบเชิงลบ”

ผู้ปกครองควรทำอย่างไรเพื่อเตรียมบุตรหลานให้เป็นพลเมืองออนไลน์ที่ดี รวมทั้งการช่วยเหลือเด็กที่ถูกเด็กด้วยกันทำร้าย

 

 

1. พูดคุยแบบเปิดอกกับลูก ๆ เรื่องโซเชียลมีเดีย

เด็กและวัยรุ่นกำลังใช้โซเชียลมีเดียสำหรับผู้ใหญ่มานาน ก่อนที่สมองของพวกเขาจะพัฒนาเต็มที่ แซราห์ โดมอฟฟ์ (Sarah Domoff) รองศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยเซนทรัล มิชิแกน ซึ่งเชี่ยวชาญด้านเด็กและโซเชียลมีเดีย กล่าวกับสำนักข่าว CNN ว่าเด็ก ๆ มักจะโพสต์สิ่งต่าง ๆ ที่พวกเขาจะต้องเสียใจในภายหลัง จาก 5 ปีต่อจากนี้ไม่ว่าจะเป็นภาพที่ดูไร้สาระหรือสิ่งที่รุนแรงหรือน่ารังเกียจหรือเป็นอันตราย

ก่อนที่จะให้บุตรหลานเข้าถึงโซเชียลมีเดีย นอกจากการตั้งข้อจำกัดเรื่องความเหมาะสมของเนื้อหาและบุคคลที่จะเข้าถึงแล้ว สิ่งสำคัญก็คือต้องสอนให้ลูกหลานรู้ว่าอะไรควรพูดและไม่ควรพูด รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดมอฟฟ์บอกว่า เราต้องช่วยลูก ๆ ให้รู้ว่าเนื้อหาเป็นลบหรือไม่ และถามว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าลูกโพสต์สิ่งนี้ และคนอื่นจะรู้สึกอย่างไร?

ผู้ปกครองสามารถให้เด็กมีส่วนร่วมในเการสนทนาประเด็นยาก ๆ แต่จำเป็นจะต้องพูดคุย เช่น เรื่องเชื้อชาติ ชนชั้น เพศวิถี และเพศสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจ ทารา แอล. คอนลีย์ (Tara L. Conley) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ใน School of Communication and Media ที่มหาวิทยาลัยมอนต์แคลร์และ Race and Technology Practitioner Fellow ที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่า "ถ้าพวกเขาโตพอที่จะสัมผัสกับการเหยียดเชื้อชาติ พวกเขาก็โตพอที่จะพูดถึงเรื่องเชื้อชาติ"

2. สอนพวกเขาว่าโซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นส่วนตัวและมันจะอยู่ตลอดไป

เด็ก ๆ อาจคิดว่าหากพวกเขามีผู้ติดตามน้อย และแค่ส่งข้อความในแชทกลุ่มส่วนตัว หรือแสดงความคิดเห็นในกลุ่ม Facebook  ส่วนตัวหรือแม้แต่ผ่าน Google doc สิ่งที่พวกเขาพูดจะได้รับการคุ้มครอง แต่มันไม่เป็นความจริง โดมอฟฟ์ กล่าวว่า ลักษณะของการสื่อสารผ่านหน้าจอจะช่วยลดความระมัดระวังของเรา และความเชื่อผิด ๆ แบบนี้ทำให้ไม่คิดก่อนโพสต์

โดมอฟฟ์ บอกว่า แม้ว่าโซเชียลมีเดียจะเป็นพื้นที่เสมือนจริง แต่โซเชียลมีเดียก็เหมือนกับสวนสาธารณะ สิ่งที่คุณพูดและทำจะถูกจับสังเกตได้จากทุกคนที่มองหรือเดินผ่านไปมาและบางครั้งผู้สังเกตการณ์เหล่านั้นอาจเป็นนายจ้างในอนาคตหรือคนที่มีส่วนได้เสียในตัวคุณ

แม้ว่าจะเป็นแนวคิดที่ซับซ้อน แต่เราต้องสอนให้เด็ก ๆ เข้าใจว่าพวกเขากำลังสร้างตัวตนอีกตัวตนของพวกเขาในโลกออนไลน์ ซึ่งไม่สามารถกำจัดไปได้ง่าย ๆ

 

 

3. หากมีข้อสงสัยอย่าเพิ่งรีบด่วนโพสต์ออกไป

โซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์, อินสตาแกรม และ สแนปแชต อาจเป็นที่ระบายอารมณ์ลึก ๆ และความลับดำมืดของเรา แต่ไม่ควรเป็นที่แบ่งปันความคิดที่เราควรจะเก็บเอาไว้ส่วนตัว แต่กลับเปิดเผยให้คนทั่วไปรับรู้ เพราะเราไม่สามารถไว้วางใจมนุษย์ทุกคนในสวนสาธารณะอินเทอร์เน็ตให้เข้าใจเราได้

เดโวราห์ ไฮทเนอร์ (Devorah Heitner) ผู้เขียนหนังสือ "Screenwise: Helping Kids Thrive (and Survive) in Their Digital World." กล่าวว่า ถ้าคุณไม่พอใจอย่าโพสต์ ให้เอาความรู้สึกเหล่านั้นไปไว้ที่อื่น ถ้าคุณมีบางอย่างที่สำคัญและซับซ้อนที่เกินกว่าจะแก้ไข ให้พูดกับเพื่อน ๆ ของคุณแทน เพราะพื้นที่โซเชียลมีเดีย เช่น ทวิตเตอร์ ไม่ควรเป็นที่ทิ้งความคิดโง่ ๆ ของคุณ ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเกี่ยวกับใครก็ตาม

4.เป็นส่วนหนึ่งในประสบการณ์โซเชียลมีเดียของบุตรหลาน

ก่อนที่จะมีโซเชียลมีเดีย เมื่อเด็ก ๆ ไม่มีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม พ่อแม่มักจะเรียกพวกเขาว่ามีพฤติกรรมต่อต้านสังคมและแนะนำให้พวกเขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง แต่เมื่อมีโซเชียลมีเดีย ผู้ใหญ่กลับไม่มีพื้นที่เข้ามาดูแลหรือไม่มีเวลาในการให้คำแนะนำแก่ลูก ๆ

เราสามารถตรวจสอบสิ่งที่ลูก ๆ โพสต์ และสามารถถามพวกเขาเกี่ยวกับประสบการณ์ใช้งานโซเชียลมีเดียได้เช่นกัน เหมือนกับที่เราถามพวกเขาว่าวันนี้ที่โรงเรียนเป็นอย่างไร โดมอฟฟ์แนะนำคำถามเช่นว่า เกิดอะไรขึ้นเมื่อลูกอยู่ในโซเชียลมีเดีย ลูกเห็นอะไรสนุก ๆ ไหม ลูกเห็นอะไรที่ทำให้หงุดหงิดใจหรือเปล่า ลูกตอบสนองอย่างไรเมื่อมีคนโพสต์สิ่งนั้นบนหน้าจอของลูกหรือโพสต์สิ่งนั้นบนเพจของลูก นอกจากนี้เรายังต้องช่วยปลอบเด็ก ๆ ที่ถูกดูถูกเหยียดหยาม (Bully) จากเด็กคนอื่นๆ เพื่อช่วยให้พวกเขารู้ว่าต้องทำอย่างไรเมื่อพวกเขาต้องประสบกับความก้าวร้าว ถูกเหยียดเชื้อชาติ หรือเกิดความขัดแย้งประเภทอื่น ๆ ทางออนไลน์

5. สอนให้พวกเขามีความรับผิดชอบ

การทำผิดพลาดเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นมนุษย์ แม้ว่าอินเทอร์เน็ตไม่ใช่สถานที่ที่ให้อภัยได้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคุณเขียนอะไรบางอย่างเมื่อสิบปีก่อนที่คุณรู้ว่ามันผิด?

คอนลีย์ บอกว่า คุณต้องรับผิดชอบมันที่มันทำให้คนอื่นเจ็บปวดและขอโทษกับเรื่องที่เกิดขึ้น แต่อย่ารอนานหลายปี การยอมรับความผิดพลาดและการแก้ไขเป็นกุญแจสำคัญ แสดงให้ผู้คนเห็นว่าคุณเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปอย่างไรเพื่อก้าวข้ามความผิดพลาดเหล่านั้น 

โดมอฟฟ์ กล่าวว่า ถ้าคุณเป็นพ่อแม่และคุณเห็นว่าลูกของคุณโพสต์สิ่งที่ทำร้ายและเป็นอันตรายต่อผู้อื่น ให้ตกลงกับลูกของคุณว่าจะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร และเราจะดำเนินการเชิงรุกเพื่อให้แน่ใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก เพราะลูกไม่สามารถย้อนเวลากลับไปได้ แต่ลูกสามารถทำให้เห็นได้ว่าจริง ๆ แล้วลูกไม่ได้เป็นคนแบบนั้น

 

 

6. สื่อสารกับผู้ปกครองคนอื่น

ผู้ปกครองต้องพูดคุยกันเกี่ยวกับปฏิสัมพันธ์ทางออนไลน์ของบุตรหลาน จริงอยู่ที่ว่าแต่ละครอบครัวมีกฎที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการใช้โซเชียลมีเดีย แต่ถ้าในชีวิตเรากำลังดูลูกเล่นฟุตบอลและเห็นลูกถูกรังแก คุณจะไปคุยกับผู้ปกครองคนอื่น ๆ หรือไม่ เช่นเดียวกันกับการแก้ปัญหาในโลกออนไลน์ คุณควรยกหูโทรหาพ่อแม่เด็กคนนั้น เพื่อพูดคุยให้ลูกของพวกเขาปฏิบัติกับคนอื่นให้ดีขึ้น

7. สร้างแบบจำลองพฤติกรรมที่ดีทั้งออนไลน์และออฟไลน์

วิธีการเหล่านี้ใช้กับผู้ใหญ่ได้เช่นกัน เราทุกคนรู้ดีว่าผู้ใหญ่หลายคนโพสต์เนื้อหาที่อาจทำร้ายจิตใจใคร โดมมอฟฟ์ บอกว่า “แม้แต่ผู้ใหญ่ยังไม่คิดว่าจะเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้นผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลเหล่านี้” ดังนั้นเราทุกคนควรเริ่มต่อต้านการดูถูกดูแคลนและจัดการกับอคติภายในตัวเอง

เราต้องสอนให้เด็ก ๆ เห็นข้อผิดพลาดของคนอื่นโดยพิจารณาบริบทอื่น ๆ อย่างรอบด้าน เช่น เขามีอายุเท่าไหร่ เขามีสถานภาพเป็นอย่างไร หรือเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นกับคน ๆ หรือเปล่า

"เราสามารถทำให้คนรับผิดชอบต่อการกระทำได้ พร้อม ๆ กับการมอบความเมตตาให้คนอื่น” คอนลีย์กล่าว "ฉันรู้ว่ามันฟังดูโลกสวยและเชยไปหน่อย แต่เราต้องลงมือทำเพื่อความเป็นมนุษย์ที่ดีขึ้น การอยู่บนโซเชียลมีเดียและแพลตฟอร์มออนไลน์ก็ไม่ต่างกัน"

 

อ้างอิง :  Lisa Selin Davis. (March 23, 2021). "How to prepare kids for social media use" CNN.

 

Related

Most View

Recommend