ADVANCESEARCH

‘Cofact’ : วัคซีนสกัดการแพร่ไวรัสข่าวลวง!

06.05.2564
171
Share

Highlight

  • ผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียแห่งสหราชอาณาจักร (UEA) พบว่า ข้อมูลและคำแนะนำที่ไม่ถูกต้องบนโซเชียลมีเดียสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และมีส่วนทำให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 แย่ลง
  • โครงการโคแฟค หรือ Collaborative Fact Checking เป็นการรวมตัวของภาคประชาสังคมเพื่อผลักดันให้ภาคพลเมืองรับมือกับด้านมืดของข้อมูลข่าวสาร สร้างพื้นที่กลางให้ทุกฝ่ายมาช่วยกันค้นหาข้อเท็จจริงอย่างเปิดกว้าง ปลอดภัย และสร้างสรรค์
  • จากสถิติของงานวิจัยต่าง ๆ ข่าวลือข่าวลวงมาจาก ‘ไลน์’ เยอะที่สุด เพราะไลน์กลุ่มเป็นแพลตฟอร์มปิด ต่างจากเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ซึ่งก็มีข่าวลวงเหมือนกัน แต่ถ้าโพสต์อะไรไปก็จะมีคนมาแย้ง แคปหน้าจอหรือเอาลิงค์มาแปะ แต่ในไลน์แทบจะไม่มีการโต้แย้ง

ในโลกยุค ‘ข้อมูลไม่เคยหลับ’ ทุกวินาทีมีข้อมูลข่าวสารเกิดขึ้นมากมายและกระจายออกไปอย่างรวดเร็ว โดยที่ในจำนวนนั้นมีข่าวลวงข่าวลือ และข้อมูลอันเป็นเท็จผสมปนเปอยู่ด้วย

ในปัจจุบัน​อินเทอร์เน็ตและโซเชียลมีเดียสร้างสภาพแวดล้อมทำให้ทุกคนสามารถเผยแพร่ข่าวอะไรก็ได้ โดยเฉพาะข่าวลวงซึ่งมาจากแรงจูงใจที่หลากหลาย รวมทั้งด้วยความตั้งใจดีและรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ถึงแม้ว่าข่าวลือข่าวลวงบางเรื่องจะดูไร้เดียงสาหรือพยายามทำให้เป็นเรื่องสนุกสนาน แต่ก็แฝงด้วยอันตรายและมีอิทธิพลในการสร้างความเชื่อ ทัศนคติ การรับรู้ของผู้คน หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้

เฟคนิวส์ (Fake News) หรือข่าวลวงนับเป็นปัญหาระดับโลก สามารถสร้างความสับสนและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมและการเมืองที่สำคัญ นอกจากนั้นอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลและโรคสำคัญ ๆ เช่น มะเร็ง เบาหวาน และโดยเฉพาะการระบาดของโควิด-19

จากผลการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอีสต์แองเกลียแห่งสหราชอาณาจักร (UEA) พบว่า ข้อมูลและคำแนะนำที่ไม่ถูกต้องหรือข่าวปลอมบนโซเชียลมีเดียสามารถแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว และสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ให้รับความเสี่ยงได้มากขึ้น อีกทั้งมีส่วนทำให้การแพร่ระบาดของโควิด-19 แย่ลง ดังนั้นความพยายามในการหยุดยั้งข่าวปลอมหรือหยุดการแชร์ข่าวปลอมที่ประสบความสำเร็จจะช่วยรักษาชีวิตผู้คนไว้ได้ (1)

สื่อกระแสหลักจำนวนมากพยายามพิสูจน์ความจริงของข้อมูลเพื่อสกัดกั้นข่าวลือหรือเฟคนิวส์ แต่ด้วยข่าวสารต่าง ๆ เกิดขึ้นใหม่ได้ทุกวินาที สื่อมวลชนจึงไม่อาจสร้างความกระจ่างกับข่าวลวงเหล่านั้นได้ทุกข่าวและทันท่วงที จึงมีหน่วยงานอื่น ๆ มาช่วยทำหน้าที่ เพื่อทำให้ประชานชนรู้เท่าทันข่าวลวงมากขึ้น

 

พื้นที่ตรวจสอบและตามล่าหาข้อเท็จจริง

ราวหนึ่งปีมาแล้วที่ โคแฟค (Cofact) ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นพื้นที่ให้ทุกคนในสังคมมาช่วยกันตรวจสอบข่าวลวง เพราะ ‘คนใกล้ชิดของคุณอาจตกเป็นเหยื่อของข่าวลวง หรือส่งต่อข่าวลวงบนอินเทอร์เน็ตโดยไม่รู้ตัว’

โครงการโคแฟค หรือ Collaborative Fact Checking เป็นการรวมตัวของภาคประชาสังคมเพื่อผลักดันให้ภาคพลเมืองรับมือกับด้านมืดของข้อมูลข่าวสาร สร้างพื้นที่กลางให้ทุกฝ่ายมาช่วยกันค้นหาข้อเท็จจริงอย่างเปิดกว้าง ปลอดภัย และสร้างสรรค์

แนวความคิดของโคแฟคมาจากไต้หวัน เป็นการร่วมกันผลักดันการใช้เทคโนโลยีของภาคพลเมือง (Civic Tech) กับงานเชิงข่าวด้านวารสารศาสตร์ โดยมีกองบรรณาธิการร่วมกับอาสาสมัครในการกรองข่าว เป็นพื้นที่ให้ทุกคนมาร่วมแลกเปลี่ยนโต้แย้งข้อเท็จจริงและความเห็น โดยมีแชทบอทหรือโปรแกรมการพูดคุยอัตโนมัติที่เปิดให้ทุกคนส่งข่าวให้ทีมกลั่นกรองได้ ก่อนข้อเท็จจริงจะนำเผยแพร่ในสื่อ

โคแฟค ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายและพันธมิตร โดยเชื่อว่า การแก้ปัญหาข่าวลวงในยุคดิจิทัลคือ การทำให้ทุกคนกลายเป็นคนตรวจสอบข่าว (Fact Checker)  และสร้างพื้นที่ในการแสวงหาข้อเท็จจริงร่วมกัน โดยเปิดเวทีให้มีตลาดทางความคิดเห็นที่หลากหลาย สามารถแยกแยะได้ระหว่างข้อเท็จจริงและความคิดเห็น


 

ความเกรงใจ … ต้นเหตุการกระจายข่าวลวง !

โคแฟคเป็นการต่อยอดแนวคิดผู้ที่มาก่อนอย่างเช่น ‘ชัวร์ก่อนแชร์’ ซึ่งเริ่มรณรงค์ในเรื่องนี้มานาน 5-6 ปีแล้ว ก่อนที่ปัญหาเฟคนิวส์จะเป็นปัญหาระดับโลก “ยุคนี้จะต้องทำมากกว่าชัวร์ก่อนแชร์ ต้องไม่ปล่อยผ่านเมื่อเห็นคนอื่นส่งต่อ เพราะว่าปริมาณหรือความเข้มข้นของข้อมูลข่าวสารมันเริ่มเยอะขึ้น ถ้าเราแค่ไม่แชร์เฉย ๆ ไม่แก้ไขหรือไม่ตรวจเช็คข้อเท็จจริงมาโต้แย้ง มันอาจจะระงับปัญหาได้ไม่มากพอ ไม่ดีพอ ทุกคนก็ปล่อย ๆ ไป แต่ว่ามีคนที่ไม่ปล่อย แล้วก็พยายามจะสร้างเรื่องขึ้นมาอีกมากมาย เพราะฉะนั้นเราก็เลยต้องสร้างวัฒนธรรม” สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ร่วมก่อตั้งโคแฟคกล่าว

หากเปรียบเทียบข่าวลือข่าวลวงเหมือนไวรัส “เราต้องหาคนที่เป็นผู้แพร่กระจาย (Spreader) ให้เจอ จะต้องมีคนคอยดูคอยระงับหรือไปฉีดวัคซีนหรือให้ยา อาจจะเป็นเรื่องของการรู้เท่าทันสื่อ ในระยะยาวอาจจะต้องฉีดยาระงับสเปรดเดอร์หรือเอาไปเก็บไว้ในที่กักตัวก่อน แต่หนึ่งคือเราต้องหาสเปรดเดอร์ให้เจอก่อน แล้วเราก็เข้าไปช่วยแก้ไขตรงนั้น

และ ‘Super Spreader’ ของข่าวลวงข่าวลืออาจจะใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด เพราะอาจจะเป็นใครคนใดคนหนึ่งในไลน์กลุ่ม ไม่ว่าจะกลุ่มครอบครัว เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน

“อิงจากสถิติของงานวิจัยต่าง ๆ ข่าวลือข่าวลวงมาจากไลน์เยอะที่สุด เพราะว่าไลน์กลุ่มเป็นแพลตฟอร์มปิด จะต่างจากเฟซบุ๊กหรือทวิตเตอร์ซึ่งก็มีข่าวลวงเหมือนกัน แต่ถ้าเราโพสต์อะไรไปก็จะมีคนมาแย้ง แคปหน้าจอหรือเอาลิงค์มาแปะ แต่ว่าในไลน์แทบจะไม่มีการโต้แย้ง โดยเฉพาะในไลน์กลุ่ม แม้รู้ว่าข้อมูลนั้นไม่ถูกต้อง”

ข่าวลือข่าวลวงจำนวนมากแชร์มาโดยกลุ่มเป้าหมายของโคแฟคคือ ผู้สูงวัย “แต่เพราะคนที่ส่งข้อมูลนั้นมาอายุมากกว่าเรา เป็นพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย หรือเป็นหัวหน้างาน จึงมีความเกรงใจกันอยู่ บางทีไม่ไม่กล้าเตือนเพราะเกรงใจ บางทีเราก็สนับสนุนส่งเสริมด้วย เราอาจจะรู้ว่ามันไม่จริง แต่แทนที่จะบอกอันนี้ไม่ใช่ ก็ส่งเป็นรูปขอบคุณ ปลื้มปิติ ยิ้ม มันคือการสร้างวัฒนธรรมการสนับสนุนการส่งต่อข้อมูลที่มันไม่จริง

“ผู้สูงอายุมีวัฒนธรรมในการส่งข้อมูลโดยไม่ตรวจสอบเยอะกว่ามาก ประสบการณ์ในการใช้อินเทอร์เน็ตของผู้สูงอายุส่วนมากคือ การใช้ไลน์กลุ่ม เขาก็จะรู้สึกตื่นเต้นกับอะไรทุกสิ่งทุกอย่างที่ได้รับในไลน์ แล้วก็มีความเป็นห่วงเพื่อนฝูงลูกหลาน อยากจะแชร์ต่อ อยากเตือน เขาไม่คุ้นกับวัฒนธรรมดิจิทัล ไม่เหมือนกับเด็กรุ่นใหม่ที่รู้แยกแยะได้ว่าอันนี้เป็นเรื่องตลก อันนี้เป็นมีม อันนี้ไม่จริงหรือไม่น่าเชื่อถือ ประกอบกับฝ่ายผู้รับก็จะมีวัฒนธรรมไม่กล้าเตือนไม่กล้าบอกเพราะเกรงใจ”

เมื่อต้นตอข่าวลือข่าวลวงเกิดมาในไลน์ โคแฟคจึงเลือกใช้ไลน์เป็นเครื่องมือตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เข้ากับธรรมชาติของกลุ่มเป้าหมาย “ถ้าเราจะบอกผู้สูงอายุว่าเรื่องนี้ไม่จริงให้ลองไปเช็คกูเกิ้ล​ อะไรคือกูเกิ้ล เพราะว่าเขาใช้แต่ไลน์ จะให้โทรคอลเซ็นเตอร์ โทรถาม อย. ก็ไม่ใช่ ให้ไปเล่นทวิตเตอร์หรือเข้าเพจก็ไม่ใช่อีก

“เราเลยทำไลน์แชทบอทให้ผู้สูงอายุใช้ ไม่ต้องออกไปไหน อย่างน้อยเขาก็จะได้เห็นข้อมูลที่ไลน์แชทบอทของโคแฟคตรวจสอบมาให้ ก่อนจะส่งต่อให้เพื่อนในกลุ่มหรือส่งต่อในโคแฟค ลองคุยกับแชทบอทก่อน เราออกแบบเครื่องมือของคนที่ชอบใช้ไลน์ สำหรับคนสูงอายุ ส่วนคนอายุน้อย ๆ เขาก็จะมีเครื่องมือตรวจสอบของเขาเอง เพราะว่าเขาใช้อินเทอร์เน็ตหรือโซเชียลมีเดียคล่องอยู่แล้ว”

เริ่มจากเมื่อพบข้อความที่น่าสงสัย ก่อนจะเชื่อหรือส่งต่อสามารถค้นหาตรวจสอบโดยพิมพ์ข้อความที่ต้องการได้ทั้งผ่านเว็บไซต์ cofact.org และไลน์ @cofact หรือค้นหาตามหมวดหมู่ หากค้นหาข่าวในระบบไม่พบ สามารถตั้งโพสต์ใหม่ เพื่อให้คนมาคอมเมนต์ให้ข้อมูลหรือแสดงความคิดเห็นได้

 

ชัวร์ก่อนแชร์ไม่พอ ต้องช่วยแก้ด้วย

ในทุก ๆ วันมีมากมายหลากหลายประเด็นนำเข้ามาสู่โคแฟคเพื่อตรวจสอบความจริง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องไวรัสที่คุกคามระบาดของข้อมูลข่าวสาร (Infodemic) “ช่วงนี้คนให้ความสนใจเรื่องวัคซีนมากที่สุด คนอยากรู้มากขึ้นว่า อันไหนดีหรือไม่ดี มีผลข้างเคียงไหม” ไม่ว่าจะเป็นประเด็นวัคซีนฝังไมโครชิป, วัคซีนเปลี่ยนแปลงดีเอ็นเอมนุษย์, วัคซีนทำให้คนเป็นหมัน, วัคซีนช่วยเพิ่มขนาดอวัยวะเพศชาย และวัคซีนมีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ต้องห้ามตามหลักของศาสนา ทางโคแฟคได้ตรวจสอบความจริงก่อนนำเผยแพร่ (รายละเอียด https://blog.cofact.org/5fakenews-covid-cofactthai/)

แม้บางเรื่องได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่เป็นความจริง แต่วันดีคืนดีข่าวลวงข่าวลือเหล่านั้นก็จะถูกแชร์วนซ้ำ ๆ และยังส่งต่อกันไม่จบสิ้น ส่วนหนึ่งเพราะข่าวนั้นไม่ได้รับการแก้ไข ซึ่งทางออกหนึ่งเมื่อเห็นข้อมูลในกรุ๊ปไลน์ว่าไม่ใช่เรื่องจริงจะต้องช่วยแก้ไข หรือนำข้อมูลจริงมาแย้ง

“ตรงนี้มันก็จะยากขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ยุคนี้ทุกคนจะต้องฝึกทักษะการเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง (Fact Checker) ในขณะที่สมัยก่อนจะต้องรอสื่อมวลชน แต่ยุคนี้ไม่ได้แล้วเพราะข่าวมาทุกวินาที ส่งกันทุกวินาที เรารอสื่อไม่ไหวก็ต้องทำหน้าที่เป็น Fact Checker ด้วยตัวเอง”

ข่าวลวงที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากความกลัวและความไม่มั่นใจต่อสถานการณ์ รวมทั้งได้รับข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาอย่างไม่ชัดเจนนัก “เราก็ไม่อยากจะโทษประชาชนอย่างเดียว ตอนทำงานเราก็พบว่า ข้อมูลสับสนอลหม่านมาก ยกตัวอย่างฟ้าทะลายโจรช่วยป้องกันโควิด คนก็แห่ไปซื้อจนขาดตลาด บางคนก็กินทุกวันเช้ากลางวันเย็น คนไทยแตกตื่นเพราะอะไรเราต้องวิเคราะห์

“ข้อหนึ่งคือ เขาไม่รู้ว่าต้องทำตัวยังไง เพราะการสื่อสารกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็อาจจะไม่ชัดเจน ทำไมเขาเชื่อสุ่มสี่สุ่มห้า เราก็ต้องวิเคราะห์ว่า เขาขาดความเชื่อมั่น ในอะไรบางอย่างหรือเปล่า เมื่อประชาชนแตกตื่นตกใจแล้วก็พร้อมที่จะเชื่ออะไรใกล้ตัวไว้ก่อน เพราะว่าการจะเข้าหาหมอยุคนี้ก็ยาก ไปโรงพยาบาลก็ยาก ฟังข้อมูลจากรัฐก็เป็นการเมืองมาก ทีนี้ก็เลยเชื่ออะไรใกล้ตัวซึ่งเข้าใจได้”

เพื่อไม่ให้ตกหลุมพรางของข่าวปลอม สุภิญญา แนะนำให้พยายามเปิดรับข้อมูลข่าวสารที่หลากหลาย หรือเปิดรับข้อมูลข่าวสารของอีกฝั่งเพื่อความสมดุลของข้อมูล รวมทั้งต้องมีแนวคิดในเชิงตรวจสอบ อย่างเช่นถ้าเชื่อในเรื่องสมุนไพรหรือแพทย์ทางเลือกก็ควรเปิดใจรับฟังข้อมูลที่เป็นแพทย์แผนปัจจุบันด้วย

“เช่น ฟ้าทะลายโจร เราเชื่อมากว่าถ้ากินทุกวัน ๆ เกิน 5 วัน เราจะมีกล้ามเนื้ออ่อนแรงได้นะหมอเขาเตือน ถ้าเราจะไม่ฟังข้อมูลอีกฝั่งหนึ่งเลยก็จะทำให้เรารับข้อมูลด้านเดียว ต้องตรวจสอบให้ถ้วนถี่ เพื่อสุขภาพและความปลอดภัยของเราเอง แม้ว่าเราอาจจะไม่ไว้ใจรัฐบาล ไม่ไว้ใจธุรกิจวัคซีน ไม่ไว้ใจอะไรทั้งสิ้นทั้งปวง แต่อย่างน้อยต้องพยายามเปิดข้อมูลให้รอบด้านก่อน เวลาเราจะเชื่อเรื่องอะไร

“หน่วยงานรัฐเองก็ต้องตั้งหลักดี ๆ พยายามสื่อสารแบบเข้าใจประชาชนด้วย อยากเสนอรัฐให้ปรับวิธีสื่อสารที่จะสร้างความเชื่อมั่น สื่อสารแบบเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของประชาชนว่าทำไมเขากลัว ความกลัวบางครั้งก็ทำให้ปัญหามันยิ่งลุกลามไป พยายามอย่ากลัวมากจนเกินไป ตั้งสติ แล้วก็พยายามใช้ข้อมูลเหตุผล อันนี้น่าจะช่วยเราในการตัดสินใจทุกเรื่อง”

ข่าวที่แทบจะเรียกได้ว่าล้นโลกและทุกวันนี้มีข่าวลวงอยู่รายรอบตัวเรา หากรับข่าวสารอย่างไม่ระมัดระวังก็จะเสี่ยงต่อการเชื่อและปฏิบัติตาม ฉะนั้นก่อนจะเผยแพร่หรือแบ่งปันข่าวนั้นออกไป ควรใช้เวลาตรวจสอบให้แน่ใจ ที่สำคัญนอกจากช่วยตรวจสอบและหยุดเผยแพร่ข่าวลวง​แล้ว ในฐานะของ ‘Active Citizen’ หรือพลเมืองใส่ใจสังคม ควรต้องช่วยแก้ไขข่าวลวงนั้นด้วย

 

อ้างอิง :

      (1) https://www.uea.ac.uk/news/-/article/fake-news-makes-disease-outbreaks-worse-research-shows

 

Related

Most View

Recommend