ADVANCESEARCH

EAT PLAY GROW กินเป็น เล่นสนุก หยุดโรค #โตไปให้สมส่วน

07.12.2563
259
Share

คู่มือฉบับย่อม สำหรับผู้บริหาร คุณครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อเป็นแนวทางการจัดการสร้างเสริมสุขในโรงเรียน ทั้งด้านโภชนาการ กิจกรรมทางกายของนักเรียนในโรงเรียน เพื่อสร้างสุขนิสัยในการดูแลรักษาสุขภาพตามวัยอย่างมีสุขภาพดี

โตไปให้สมส่วน สำคัญอย่างไร

โจทย์ท้าทายของเด็กวัยเรียนยุคใหม่ที่กำลังเผชิญ

  • ภาวะน้ำหนักเกิน เสี่ยงโรคตั้งแต่อายุยังน้อย
    • เด็กวัยเรียน (อายุ 6-14 ปี) ถึง 1% (1) ภาวะเริ่มอ้วนและอ้วน
    • พบเด็กที่มีความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานถึง 10% จากสัญญาณเตือนรอยปื้นดำที่คอ
    • เด็กที่เป็นโรคอ้วนในวันนี้หากอ้วนจนถึงวัยรุ่นมีโอกาสเสี่ยงสูงถึง 3 ใน 4 ที่จะเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Non-communicable diseases, NCDs) อย่างเบาหวาน หัวใจ ความดันและหลอดเลือดตามมา
  • มีเด็กไทยประมาณ 1 ใน 4 เท่านั้น ที่มีกิจกรรมทางกายเพียงพอ สวนทางกับพฤติกรรมเนือยนิ่งที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่ากังวลถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน (2)
  • โควิด-19 VS PM 2.5 โจทย์ท้าทายเด็กยุคใหม่ที่ส่งผลให้มีกิจกรรมทางกายลดลง เนื่องจากพื้นที่การออกกำลังกายน้อยลงเพื่อรักษาระยะห่าง หรือ ไม่สามารถออกกำลังกายกลางแจ้งได้หากมีฝุ่นควัน

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ และโรคอ้วน เป็นผลมาจากภาวะการเผาผลาญพลังงานของร่างกายที่ผิดปกติ สามารถเกิดได้ตั้งแต่วัยเด็กส่งผลต่อเนื่องไปยังวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเกิดจากพฤติกรรมการกิน เนือยนิ่งและการมีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ

หากปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตั้งแต่ยังเล็กให้มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอ ทานอาหารที่เหมาะสมจะช่วยลดความเสี่ยงภาวะดังกล่าว ไม่ใช่แค่ร่างกายเท่านั้นที่ได้รับประโยชน์ กิจกรรมทางกายยังส่งผลต่อสมองและกระบวนการเรียนรู้อีกด้วย

มหัศจรรย์ของสมองที่มีผลต่อความจำเพียงแค่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย

งานวิจัยพบว่า กิจกรรมทางกายมีผลต่อสมอง ระบบสมองของเด็กที่เคลี่อนไหวร่างกายเป็นประจำสามารถตอบสนองต่อการเรียนรู้ได้ดีกว่าเด็กที่ไม่ค่อยได้เคลี่อนไหวร่างกาย รวมทั้งมีผลดีต่อผลการเรียนเชิงวิชาการ และ วามคิดสร้างสรรค์ การพัฒนาระบบสมองถือเป็นรากฐานที่สำคัญของพัฒนาการในเด็กอายุ 3-8 ปี หากระบบสมองพัฒนาไม่เต็มที่เเละถูกวิธี ในระยะยาวอาจจะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กได้

ส่องมาตรการสร้างเสริมสุขของโรงเรียนในต่างแดน

  • อังกฤษ พบ 1 ใน 3 ของเด็กวัยเรียนเป็นโรคอ้วน หากรัฐไม่ดำเนินการจะมีเด็กอ้วนเพิ่มขึ้นและมีรายจ่ายสุขภาพถึง 27 พันล้านต่อปี อังกฤษจึงออก ‘แผนชาติในการพัฒนาเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกิน’ ด้วยการดูแลการเตรียมอาหารในโรงเรียน และมีหน่วยงานประเมินจากองค์กรกลางเพื่อประเมินความสำเร็จของนโยบาย
  • ญี่ปุ่น ให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาในการลดเด็กอ้วน โดยทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษา กระทรวงกีฬา สาธารณสุข และกระทรวงเกษตร เพื่อส่งเสริมกิจกรรมทางกายและการบริโภคอาหารอย่างเหมาะสมในโรงเรียน
  • องค์การอนามัยโลก ให้คำแนะนำถึงการจัดการโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นซึ่งต้องมีการจัดการในหลาย ๆ มิติร่วมกัน โดยเฉพาะการจัดการสภาพแวดล้อมในโรงเรียน เพื่อให้เด็กวัยเรียนมีความรู้เท่าทันสุขภาพและโภชนาการ ทำให้เกิดการบริโภคอาหาร และมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสม ประกอบด้วย
    • การส่งเสริมการเรียนรู้เกี่ยวกับโภชนาการและสุขภาพ ทั้งในหลักสูตรการเรียนการสอน และกิจกรรมนอกเวลาสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง และบุคลากรทางการศึกษา
    • การจัดการอาหารภายในโรงเรียน (มาตรฐานอาหารที่บริการในโรงเรียน มาตรฐานการจำหน่ายอาหาร - เครื่องดื่ม งดการจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง และอาหารที่มีพลังงานสูงแต่คุณค่าทางโภชนาการต่ำ การมีตู้กดน้ำดื่มให้เพียงพอ ฯลฯ)
    • การจัดให้มีพื้นที่สำหรับการออกกำลังกายและมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสมและเพียงพอ รวมถึงบรรจุการเรียนการสอนเกี่ยวกับพลศึกษาอย่างเหมาะสมในหลักสูตรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

6 Step มาตรการจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน  

ตัวอย่างการดำเนินงานสร้างเสริมสุขของโรงเรียนใน โครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย แนวทางการจัดการสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน เพื่อส่งเสริมด้านโภชนาการ กิจกรรมทางกาย โตไปให้สมส่วน โดยมี 6 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 ผู้บริหารกำหนดนโยบาย ด้านอาหารและการออกกำลังกายไว้ในแผนปฏิบัติการประจำกลุ่มของโรงเรียน

ขั้นตอนที่ 2 จัดตั้งคณะทำงาน เพื่อแบ่งตามหน้าที่ความรับผิดชอบ อาทิ อาหาร ร้านค้า การออกกำลังกาย การบูรณาการร่วมกับการเรียนการสอน การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การจัดสภาพแวดล้อม และการจัดกิจกรรมต่าง ๆ  

ขั้นตอนที่ 3 ประกาศนโยบายต่อสาธารณชน เพื่อให้คุณครู ผู้ปกครอง และบุคลากรทุกคนเข้าใจและเห็นความสำคัญ

ขั้นตอนที่ 4 วางแผนกิจกรรมร่วมกัน อาทิ 1) ด้านนโยบาย 2) ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ 3) ด้านการให้ความรู้

ขั้นตอนที่ 5 จัดกิจกรรม ดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามแผนงานและนโยบาย

ขั้นตอนที่ 6 ติดตามประเมินผล สรุปและประเมินผล

การดำเนินกิจกรรม

การจัดกิจกรรมจะแบ่งออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านนโยบาย 2) ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ 3) ด้านการให้ความรู้

ด้านนโยบาย #กินเป็น ออกมาตรการควบคุมด้านอาหาร และการบูรณาการเข้ากับบทเรียน 

    • กำหนดมาตรการอาหาร

ร้านค้างดจำหน่ายอาหาร อาทิ ขนมที่มีน้ำตาลและโซเดียมสูง เครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง (น้ำหวานและน้ำอัดลม) บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไส้กรอก และของทอด

ปรับรายการอาหารกลางวันและของว่าง อาหารที่ถูกหลักโภชนาการ สามารถจัดทำเมนูอาหารล่วงหน้า โดยใช้ระบบ Thai School Lunch (www.thaischoollunch.in.th)

การบูรณาการเข้ากับบทเรียน 8 กลุ่มสาระ

ด้านการสร้างเสริมสุขภาพ #เล่นสนุก ตัวอย่างกิจกรรม ดังนี้

    • ตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินภาวะโภชนาการของนักเรียน คัดกรอง และแบ่งกลุ่ม
      • ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง เพื่อประเมินภาวะโภชนาการของนักเรียนจากครูประจำชั้น
      • คัดแยกนักเรียนตามกลุ่มโภชนาการ 3 กลุ่ม คือ กลุ่มโภชนาการเกิน กลุ่มปกติ และกลุ่มผอม
      • ออกแบบกิจกรรมนักเรียนทั้ง 3 กลุ่ม เพราะจะมีการส่งเสริมอาหาร คอร์สการออกกำลังกายที่แตกต่างกัน
      • นักเรียนทุกคนมีสมุดบันทึกสุขภาพประจำตัว
    • พบผู้ปกครอง แจ้งวัตถุประสงค์ เพื่อให้บุตรหลานสุขภาพดี แจ้งผลการตรวจสุขภาพ แนวทางแก้ไข การสนับสนุนทางบ้าน
    • กิจกรรมออกกำลังกาย จัดคอร์สออกกำลังกายให้เหมาะสมตามกลุ่ม
      • จัดกิจกรรมออกกำลังกายที่หลากหลาย ก่อนเข้าเรียนหรือช่วงเย็นก่อนกลับบ้าน
      • นักเรียนที่อยู่ในกลุ่มผอมและปกติ ใช้เวลาออกกำลังกายวันละ 30-60 นาที / 3-5 วัน ต่อสัปดาห์  นักเรียนที่อยู่ในกลุ่มโภชนาการเกิน ใช้เวลาออกกำลังกายวันละ 60 นาที / 3-5 วัน ต่อสัปดาห์ (องค์การอนามัยโลก แนะนำเด็กและเยาวชน (อายุ 5 – 17 ปี) ควรมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางถึงระดับหนักสะสมให้ได้อย่างน้อย 60 นาทีทุกวัน)
    • กิจกรรมตลาดนัดสุขภาพ เช่น ผักสวนครัวปลอดสารพิษที่นักเรียนปลูก นักเรียนคิดค้นเมนูสุขภาพด้วยตัวเอง
    • กิจกรรมทำสมาธิ นั่งสมาธิอย่างน้อย 10 นาที ก่อนออกกำลังกาย เตรียมพร้อมจิตใจ ฝึกสมาธิต่อการเรียนรู้
    • กิจกรรมบุคคลต้นแบบ ผู้นำทางด้านสุขภาพจากทั้งคุณครูและนักเรียน สร้างแรงบันดาลใจให้รักสุขภาพ

ด้านการให้ความรู้ #หยุดโรค การทำแหล่งเรียนรู้และสื่อประชาสัมพันธ์โครงการ

จัดทำป้ายประชาสัมพันธ์โครงการ และเป็นแหล่งให้ความรู้ด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย

การพัฒนาสิ่งแวดล้อม เช่น มุมสุขภาพ จัดเครื่องชั่งน้ำหนัก ที่วัดส่วนสูง พร้อมสื่อความรู้สุขภาพ

ปรับปรุงสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อกิจกรรมทางกาย เช่น การจัดให้มีเครื่องเล่นออกกำลังกายต่าง ๆ

จัดอบรมและเวิร์คช็อป เชิญวิทยากรให้ความรู้ เวิร์คช็อปผ่านเกมหรือสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ

สามารถติดตามตัวอย่างการดำเนินงานของโรงเรียนขนาด เล็ก กลาง ใหญ่ ได้ที่นี่

 

รูปแบบการจัดการโรงเรียนขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ที่เหมือนกัน

การดำเนินงาน ขนาดของโรงเรียน

โรงเรียนขนาดเล็ก

 โรงเรียนขนาดกลาง โรงเรียนขนาดใหญ่
ผู้บริหารของโรงเรียนมีการกำหนดนโยบายด้านอาหารและการออกกำลังกายไว้ในแผนปฏิบัติการประจำกลุ่มของโรงเรียน และจัดตั้งคณะการทำงาน พร้อมมีการประกาศนโยบายต่อสาธารณชน

ร้านค้า สหกรณ์ โรงอาหาร ของโรงเรียนมีนโยบายงดจำหน่ายอาหารประเภทขนมที่มีน้ำตาลและโซเดียมสูง (ขนมกรุบกรอบ) และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง (น้ำหวานและน้ำอัดลม)
โรงเรียนมีการปรับรายการอาหารกลางวันและของว่างให้เหมาะสม เช่น จัดเมนูอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนากา และปริมาณที่เหมาะสม,   มีผักเป็นส่วนประกอบในอาหารทุกมื้อ, มีผลไม้ในมื้ออาหารทุกวัน หรือ อย่างน้อย 3 วันต่อสัปดาห์ และลดปริมาณการใช้น้ำตาล เกลือ และสารปรุงแต่งอาหารอื่นตามปริมาณที่โภชนาการกำหนด
โรงเรียนมีการใช้ระบบ Thai School Lunch (ระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ)    
โรงเรียนมีการจำกัดการเติมเครื่องปรุงรสต่าง ๆ เช่น น้ำตาล และน้ำปลา    
จำนวนรายวิชาที่มีการบูรณาการด้านอาหารและการออกกำลังกายเข้ากับบทเรียน 8 วิชา 2-3 วิชา 8 วิชา
โรงเรียนมีการตรวจสุขภาพ เพื่อประเมินภาวะโภชนาการของนักเรียน คัดกรอง แบ่งกลุ่ม และให้นักเรียนทุกคนมีสมุดบันทึกสุขภาพประจำตัว
โรงเรียนมีการจัดกิจกรรมออกกำลังกายทั้งแบบรวม และแบบแบ่งกลุ่ม ตามภาวะโภชนาการของเด็กนักเรียน
ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมออกกำลังกาย (ไม่รวมการออกกำลังกายแบบแบ่งตามกลุ่มโภชนาการ)

1 วัน ต่อสัปดาห์

30 นาที

1 วัน ต่อสัปดาห์

30 นาที

3-5 วัน ต่อสัปดาห์

วันละ 15-20 นาที
โรงเรียนมีการจัดกิจกรรมปลูกฝังนิสัยการทานอาหารสุขภาพ และส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อการทานผัก เช่น กิจกรรมตลาดนัดสุขภาพ
โรงเรียนมีกิจกรรมบุคคลต้นแบบ เพื่อคัดเลือกบุคคลต้นแบบเพื่อมาเป็นผู้นำทางด้านสุขภาพจากทั้งคุณครูและนักเรียน สร้างแรงบันดาลใจให้รักสุขภาพ
โรงเรียนมีการจัดทำแหล่งเรียนรู้ด้านสุขภาพและสื่อประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ป้ายนิเทศ, เสียงตามสาย, ช่องทางออนไลน์ รวมถึงมีการพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการออกกำลังกาย
โรงเรียนมีการจัดอบรมและเวิร์คช็อป เชิญวิทยากรมาบรรยายให้ความรู้และจัดเวิร์คช็อปผ่านเกมหรือสื่อการเรียนรู้ต่าง ๆ
โรงเรียนมีนวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จ

 

สูตรแบ่งเวลาเล่น : แบ่งเวลา 60 นาที เล่นให้ได้ผล

องค์การอนามัยโลกแนะนำว่าในแต่ละวันเด็ก ๆ ควรมีกิจกรรมทางกายปานกลาง-หนัก อย่างน้อยที่สุด 60 นาที หรือมากกว่านั้น อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ หรือสะสมปริมาณรวมของพลังงานที่ใช้อย่างน้อย 200 kcal/วัน (เทียบกับการเดิน 3.2 กิโลเมตร / วัน หรือเดิน 60 นาที) ซึ่ง 60 นาทีนี้ สามารถแบ่งช่วงเวลาเล่นเพื่อสะสมให้ครบ 60 นาทีต่อวันได้ โดยใช้หลัก 10-20-30 ดังนี้

สูตรแบ่งเวลาเล่น: 10-20-30
10 นาที ก่อนเข้าเรียน เดินหรือปั่นจักรยานไปโรงเรียน ออกกำลังกายประกอบเพลง วิ่งไล่จับก่อนเข้าชั้นเรียน ฯลฯ
20 นาที ระหว่างวัน วิ่งเล่น เตะฟุตบอล ปีนป่าย กระโดดหนังยาง เล่นเกมที่มีการเคลื่อนไหวร่างกาย ฯลฯ
30 นาที หลังเลิกเรียน ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เต้น วิ่งจ็อกกิ้ง เต้นแอโรบิก วอลเลย์บอล ฯลฯ

 

สามารถดูและดาวน์โหลดตัวอย่างบูรณาการกิจกรรทางกายตามกลุ่มสาระการเรียนรู้รายวิชา ได้ทีนี่

 

บทบาทเครือข่าย “โครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย”

โครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย ดำเนินงานเพื่อแก้ปัญหาโภชนาการเกินของเด็กวัยเรียน ด้วยการส่งเสริมทักษะและสร้างความตระหนักรู้ เพื่อให้เด็กมีความรู้เท่าทันสุขภาพและโภชนาการ ทำให้เกิดการบริโภคอาหารและมีกิจกรรมทางกายอย่างเหมาะสม เติบโตไปเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่ที่มีศักยภาพ

ปัจจุบันมีโรงเรียนเอกชนทั้งในกทม. และส่วนภูมิภาค สมัครเข้าร่วมแล้วราว 34 โรงเรียน โดยโครงการได้รับการสนับสนุนการดำเนินงานจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้งในด้านวิชาการ การรณรงค์สื่อสารสู่สังคม รวมทั้งเชื่อมประสานภาคีเครือข่ายให้เกิดความร่วมมือในการขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพให้กับเด็กวัยเรียน

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถดูรายละเอียดได้ที่

Website: http://www.dekthaidoodee.com/

Facebook: โครงการเด็กไทยดูดี มีพลานามัย https://www.facebook.com/dekthaidoodee2556

สามารถดาวน์โหลดโบว์ชัวร์ กินเป็น เล่นสนุก หยุดโรค ได้ที่นี่

Related

Most View

Recommend